บางระจัน

 

ภาพจากภาพยนต์เรื่อง บางระจัน บริษัท ฟิล์มบางกอก (พ.ศ.2543)

เรื่องย่อ “บางระจัน”

            เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตลง พระราชบุตรในพระองค์ก็มิใคร่จักลงรอยกัน กรมหมื่นจิตรสุนทร
กรมหมื่นสุนทรเทพ แลกรมหมื่นเสพย์ภักดี ต่างก็ซ่องสุมที่รี้พลแลศาสตรา
วุทธ เพื่อหมายจักชิงพระราชบัลลังค์ แต่ก็ถูกพระมหา
อุปราชกรมหลวงพรพินิจจับกุมเอาตัวได้เสียก่อน จึงโปรดให้นำไปล้างเสีย ฝ่ายกรมขุนอนุรักษ์มนตรีผู้เชษฐา(พระเจ้าเอกทัศน์)
ที่ทรงผนวชอยู่ ก็เสด็จขึ้นประทับอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์เสียเฉย ทรงกระทำอาการประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
แผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง พระอนุชาในพระองค์(พระเจ้าอุทุมพร)จึงทรงสละราชบัลลังค์ถวาย แลทรงลาผนวชพร้อมด้วยพระอนุชา
อีกพระองค์หนึ่ง ต่อมา
พระเจ้าอลองพญา ทรงทราบว่า กรุงศรีอโยธยาเกิดความยุ่งยากขึ้นด้วยผลัดแผ่นดินใหม่ จึงหาเหตุโปรดให้
มังระราชบุตรองค์ที่สอง แลมังฆ้องนรธา นำไพร่พล 8000 คน ยกลงมาตีเมืองทวาย ซึ่งเพลานั้น ตั้งแข็งเมืองอยู่ แลเมื่อตีทวาย
ได้แล้ว พระองค์ก็ทรงนำทัพยกลงมาสมทบเพื่อตีเมืองตะนาวศรีในทันที ฝ่ายกรุงศรีอโยธยานั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สุริยามรินทร์(พระเจ้าเอกทัศน์)ได้ทรงรับใบบอกจากตะนาวศรีแล้ว ก็ทรงมีรับสั่งให้พระยาราชรองเมืองเป็นแม่ทัพ คุมกำลัง 3000
คน แลให้พระยารัตนาธิเบศร์ที่เสนาบดีกรมวังเป็นกองหนุน คุมไพร่พล2000 คน ยกตามลงไปอีกทัพหนึ่ง ในจำนวนนั้น มีทหาร
อาสาทะลวงฟันที่มาแต่เมืองวิเศษไชยชาญแลบ้านคำหยาดขันอาสามาด้วยสองกอง คือ ทหารเมืองวิเศษไชยชาญโดยขุนรอง
ปลัดชู ไปกับทัพหนุนของพระยารัตนาธิเบศร์ แลทหารอาสาบ้านคำหยาด โดยขุนผาด แลบุตรชายชื่อโผน ซึ่งต่อมาเหล่าทหาร
อาสาทั้งหมดก็พลีชีพในสนามรบจนสิ้น
เมื่อพระเจ้าอลองพญา นำทัพตีหัวเมืองรายทางมาจนประชุมทัพอยู่แต่เมืองสุพรรณบุรีแล้ว
ทางกรุงศรีอโยธยาก็เกิดโกลาหลกันวุ่นวาย ด้วยเกรงทัพพม่าจักบุกมาถึงพระนคร เหล่าเสนามาตย์ที่จงรักภักดี ต่างก็เห็นพ้อง
ต้องกัน
คิดจักไปทูลเชิญเสด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร ที่ทรงผนวชจำพรรษาอยู่แต่วัดประดู่ทรงธรรม ให้เสด็จออกมาบัญชาการศึก
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเกรงจักเกิดจลาจลขึ้น
จึงมีรับสั่งให้เชิญพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรลาผนวชแล้วมอบเวรการบัญชาการศึกแล
ทั้งราชการงานเมืองให้ทั้งหมด  ครั้นเดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ
ทัพกรุงรัตนปุระก็ยกเข้ามาถึงกรุงศรีอโยธยา มังระราชบุตรแลมังฆ้อง
นรธา
ตั้งค่ายและ ระดมยิงเข้าไปในพระราชวังทั้งกลางวันกลางคืนซึ่งต่อมาปืนกระบอกที่พระเจ้าอลองพญาเป็นผู้จุดเกิดแตกต้อง
พระวรกายบาดเจ็บสาหัสและสวรรคต จึงทำให้การยกทัพมาครานี้ไม่สำเร็จ ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อการสงครามเสร็จสิ้นลง
พระเจ้าเอกทัศน์ก็เรียกพระอนุชาเข้าไปเฝ้าแลชักดาบออกจากฝักวางไว้บนพระเพลา พระเจ้าอุทมพรเห็นดังนั้นจึงรู้แจ้งและสละ
ราชบัติคืนให้พระอนุชาและออกผนวชดังเดิม
 
      ต่อมา ชาวบ้านบางระจันจึงได้รวมตัวกันต่อรบกับทัพพม่ากันเป็นสามารถอีก
จนมีชัยชำนะถึงเจ็ดครั้งด้วยกันทำให้เนเมียว
สีหบดีแม่ทัพพม่าปริวิตกเป็นยิ่งนัก
จึงประกาศเลือกเฟ้นหาคนดีมีฝีมือ อาสานำทัพไปปราบ ระหว่างนั้น มีชาวรามัญผู้หนึ่ง ที่ได้
เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอโยธยาเป็นเพลานาน
จนอาจรู้จักพิธีการรบพุ่งแลนิสัยใจคอของชาวไทยเป็นอย่างดี เข้ามาฝากตัวอยู่กับพม่า
แลขันอาสานำทัพออกไปตีค่ายบางระจัน การนี้
จึงยังความยินดีต่อเนเมียวสีหบดีเป็นยิ่งนัก จึงได้แต่งตั้งให้เป็นชุกคยี หรือนายกอง
ใหญ่ คุมไพร่พลพม่ารามัญเป็นจำนวนสองพันคน
ไปตีค่ายบางระจันเป็นครั้งที่แปดเมื่อสุกี้นายกองใหญ่ชาวรามัญได้ขันอาสานำทัพ
ไปตีค่ายบางระจันแล้ว
ก็วางอุบายตีค่ายบางระจัน ด้านพระยารัตนาธิเบศร์เมื่อได้มาถึงค่ายบางระจัน ก็ชักชวนชาวค่าย ให้เรี่ยราย
ทองเหลืองมาหล่อเป็นปืนใหญ่ได้สองกระบอก
เพื่อต่อสู้กับทัพพม่าที่มีสุกี้นายกองเป็นผู้นำทัพมา แต่การนั้น หาได้สำเร็จลงไม่
ด้วยปืนใหญ่ทั้งสองกระบอกนั้น
ได้บกพร่องแลร้าวราน หาได้บริบูรณ์ไม่ พระยารัตนาธิเบศร์เห็นจะคิดการสงครามมิสำเร็จ จึงกลับเข้าพระนคร ฝ่ายชาวบ้านบางระจันนั้น หาที่พึ่งบ่มิได้ ด้วยมิมีผู้ใดช่วยอุหนุนก็เสียใจ ย่อหย่อนอ่อนฝีมือลง ด้วยเห็นจักสู้รบ
กับพม่าต่อไปอีกมิได้ ชาวบ้านที่อยู่ในค่าย
จึงค่อยทะยอยอพยพกันออกไปคงเหลือแต่นายค่ายแลชาวบ้านที่มีกำลังใจหมายจัก
ต่อรบกับพม่าอีกมิมากนัก
ในจำนวนนั้น มีนายจันหนวดเขี้ยว แลขุนสรรค์ ที่หาย่อหย่อนลงที่จักนำทัพออกไปต่อตีกับพวก
พม่าไม่
จึงได้รวมกำลังชาวบ้านที่เหลืออยู่มิมาก ออกไปตีค่ายพม่าด้วยอาวุธสั้นที่มีอยู่เสียหลายครั้ง แต่ก็ยังมิอาจตีค่ายพม่าให้
แตกได้ ชาวบ้านที่ติดตามออกไป
มีแต่จักล้มตายลง ด้วยถูกปืนไฟยิงออกมาจากค่ายพม่ามากขึ้นทุกที แต่ขุนสรรค์แลนาย
จันหนวดเขี้ยว
ก็ยังหาได้ย่อหย่อนที่จักหมายเอาชำนะตีค่ายพม่าให้แตกลงให้จงได้ จึงได้นำไพร่พลออกไปต่อรบอีกคราหนึ่ง
เถิงวันจันทร์
แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ อัฐศก พม่าโดยสุกี้ นายทัพรามัญ นำไพร่พลบุกเข้าตีค่ายใหญ่บ้านบางระจัน โดยการขุด
อุโมงค์เข้ามาประชิดค่ายเรา แลปลูกหอรบสูง
นำปืนใหญ่มาตั้งยิงเข้าไปในค่าย หัวหน้าค่ายที่ยังเหลืออยู่ จึงได้นำชาวบ้านออก
ไปต่อรบอย่างกล้าหาญ แต่ทั้งกำลังพลแลอาวุธ
มิอาจที่จักต้านทานข้าศึกที่มีเหนือกว่าได้ “ชาวค่ายบ้างระจัน” ก็สิ้นกำลังถูกจับ
แลฆ่าตายเสียเป็นจำนวนมาก
พันเรืองแลทองแสงใหญ่ต่อสู้กับข้าศึกเสียจนสิ้นชีวิตทั้งคู่ ส่วนพระอาจารย์ธรรมโชติ์ ผู้กระทำ
สายสิญจน์มงคล ผ้าประเจียดแลตะกรุดแจกจ่ายให้กับคนในค่าย
เมื่อแรกก็มีคุณอยู่ยงคงกระพันแคล้วคลาดป้องกันอันตราย
ได้ขลังอยู่ แต่ต่อมาภายหลัง
ผู้คนมาอยู่ในค่ายมากสำส่อน ที่นับถือแท้บ้าง ไม่แท้บ้าง ก็เลยพาลเสื่อมตบะเดชะลง ที่อยู่คงบ้าง
ก็ต้องอาวุธบาดเจ็บล้มตายบ้าง
แลตัวพระอาจารย์ธรรมโชติ์นั้น บ้างก็ว่ามรณภาพอยู่ในค่ายบ้างก็ว่าหายสาปสูญ
ไป หาได้พบศพไม่ วีรชนแห่งชาวบ้านบางระจันทั้งสิบเอ็ดคน
มี

นายแท่น นายเมือง นายโชติ นายอิน ชาวบ้านศรีบัวทอง เมืองสิงห์บุรี นายดอก แห่งบ้านกรับ
นายทองแก้ว
แห่งบ้านโพธิ์ทะเล ขุนสรรค์ พันเรือง นายจันหนวดเขี้ยว นายทองเหม็น  นายทองแสงใหญ่แห่งเมืองวิเศษไชยชาญ

ต่างก็นำชาวบ้านออกต่อรบกับข้าศึกอย่างกล้าหาญ นับตั้งแต่เดือนสี่ปีระกา จนถึงเดือนแปดปีจอ
รวมเพลาห้าเดือน ค่ายก็แตก
หัวหน้าค่ายต่างก็ตายกันจนสิ้น คงเหลือไว้แต่นามให้กล่าวขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

โดย...จิรภัทร วรรัตน์ II


Copyright © Royjaithai 2009 All rights reserved
 Power By : Thaibangkokhost.com Thaibangkokhost.com