สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พ.ศ. ๒๒๗๗ - พ.ศ. ๒๓๒๕ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๑๑ - พ.ศ. ๒๓๒๕) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี ทรงมีพระนามเดิมว่า สิน เสด็จพระราชสมภพในวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ณ วันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคตในวันเสาร์เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ จ.ศ.๑๑๔๔ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ รวมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา

พระองค์เป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งสยามประเทศ ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพให้ชาวสยาม และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี อนึ่ง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าตาก

พระราชประวัติ

มีหนังสือพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีชาวจีนแต้จิ๋วคนหนึ่งนามว่า ไหฮอง (ในหนังสือการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุว่า ไหฮอง ไม่ใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นชื่อตำบลในมณฑลกวางตุ้ง) ได้เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็น ขุนพัฒ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้บ้านของเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ครั้นเวลาล่วงมาถึง ๕ ปีขาล พ.ศ. ๒๒๗๗ ขุนพัฒมีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดแต่ นางนกเอี้ยง ทารกคนนี้คลอดได้ ๓ วัน มีงูเหลือมใหญ่เลื้อยเข้าไปขดรอบตัวทารก เป็นทักขิณาวัฏ ขุนพัฒผู้เป็นบิดาเกรงว่าเรื่องนี้อาจลางร้ายแก่สกุล จึงยกบุตรคนนี้ให้แก่เจ้าพระยาจักรี แล้วเจ้าพระยาจักรีได้เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และตั้งแต่เจ้าพระยาจักรีได้เด็กน้อยคนนี้มา ลาภผลก็เกิดมากมูลพูนเพิ่มมั่งคั่งขึ้นแต่ก่อน เจ้าพระยาจักรีจึงกำหนดเอาเหตุนี้ขนานนามว่าให้ว่า สิน ส่วนจดหมายเหตุโหรได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๐๙๖ เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗

ครั้นเมื่อเด็กชายสิน อายุได้ ๙ ขวบ เจ้าพระยาจักรีนำเข้าฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส ต่อมาได้เข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กอยูในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี และในระหว่างนี้ นายสินได้พยายามศึกษาหาความรู้ในภาษาต่างประเทศ มี ภาษาจีน ภาษาญวน และ ภาษาแขก จนสามารถพูดคล่องได้ทั้ง ๓ ภาษา ต่อมาได้รับราชการภายใต้หลวงนายศักดิ์นายเวร (ภายหลังเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์)

ต่อมาเมื่อมีอายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ ในระหว่างอุปสมบทพระภิกษุสินได้ออกบิณฑบาตพร้อมกับพระภิกษุ ทองด้วง (ซึ่งต่อมาก็คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เป็นประจำเพราะรับราชการเป็นมหาดเล็กทำงานด้วยกันมาหลายปี ทั้งสองมีความรักใคร่กลมเกลียวกันมาก ได้อุปสมบทพร้อมกัน เช้าวันหนึ่งพระภิกษุทั้งสองเดินไปตามถนน เพื่อรับบิณฑบาตจากพระราชวังหลวง มีชายจีนผู้หนึ่งเดินผ่านพระภิกษุทั้งสองไปได้ ๓-๔ ก้าว ก็หยุดชะงักหันกลับมาดูแล้วก็หัวเราะ ทำเช่นนี้ถึง ๕-๖ ครั้ง สองภิกษุมองหน้าแล้วถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร ชายจีนผู้นั้นบอกว่าตนเป็นซินแสหมอดู สามารถทายลักษณะของบุรุษหรือสตรีได้ แล้วทำนายให้พระภิกษุทั้ง ๒ พระองค์ว่าต่อไปภายหน้าจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ พระภิกษุสินได้ดำรงอยู่ในสมณเพศถึง ๓ พรรษา ที่วัดโกษาวาส แล้วจึงลาสิกขาบทออกมารับราชการใหม่ ในตำแหน่งมหาดเล็กรายงาน ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น หลวงยกกระบัตร ไปรับราชการอยู่ที่เมืองตาก เมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่อนิจกรรม ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้หลวงยกกระบัตรเป็น พระยาตาก

ต่อมาเมื่อมีข้าศึกพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา พระยาตากก็ได้ถูกเรียกตัวให้ลงมาช่วยงานราชการในกรุงศรีอยุธยา พระยาตากทำการสู้รบกับข้าศึกด้วยความเข้มแข็งสามารถยิ่ง มีบำเหน็จความชอบในสงคราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระยาวชิรปราการ ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร แต่ยังมิได้ขึ้นไปปกครองเมืองกำแพงเพชร เพราะติดราชการสงครามกับพม่าอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๙ เสียก่อน

พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระยาตาก ก็รวบรวมคนไปตั้งเป็นชุมนุมพระเจ้าตากที่เมืองจันทบูร (จันทบุรี) และมากอบกู้เอกราช และสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ กรุงธนบุรี

พระราชกรณียกิจ(ก่อนครองราชย์)

ฝ่าวงล้อมทหารพม่า

ในวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๐๙ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช ๑๑๒๘ ปีจอ อัฐศก พระยาวชิรปราการ (ยศในขณะนั้น) เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจรวบรวมทหารกล้าราว ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมทหารพม่า โดยตั้งใจว่าจะกลับมากู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนให้ได้โดยเร็ว

พระยาวชิรปราการ ต้องการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นที่มั่น เพื่อรวบรวมกำลังกลับมาตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า

เมื่อกินข้าวปลาอาหารอิ่มแล้ว ให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งเสีย คืนนี้เราจะดีเมืองจันทบุรีให้ได้ แล้วพรุ่งนี้เราจะกินข้าวเช้ากันในเมืองจันท์

หลังจากที่พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมพม่า มุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก ประมาณ ๓ เดือน พม่าก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าจุดไฟเผาเมืองจนวอดวาย พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่ามีพระบรมราชโองการให้ทำลายทุกอย่างให้ย่อยยับ แล้วให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของอยุธยาส่งกลับไปพม่า ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผุ้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็นผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมา เจ้าตากได้นำไพร่พลทั้งไทยและจีนเดินทางต่อไปยังฝั่งทะเลด้านตะวันออก รอเวลาที่จะกอบกู้แผ่นดินจากพม่า ทุกขั้น ตอนของแผนกอบกู้เอกราช ล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านยุทธวิธีทางทหาร ทั้งทางบกและทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เส้นทางเดินทัพของพระยาตาก

พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาญ หรือ โพธิ์สาวหาญ รุ่งเช้าได้ต่อสู้กับกองทหารพม่า ทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายแตกหนีไปพระยาตาก จึงนำทหารเดินทางต่อ และไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ให้พวกทหารไปเที่ยวหาอาหาร มาเลี้ยงกัน ขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่ง ซึ่งมีทหารม้าประมาณ ๓๐ คน ทหารเดินเท้าประมาณ ๒๐๐ คน เดินทาง มาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหาเสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่จับและ ติดตามมายังบ้านพรานนก พระยาตากจึงให้ทหารแยกออกซุ่มสองทาง ตนเองขึ้นขี่ม้าพร้อมกับทหารอีก ๔ คน ควบตรงไปไล่ฟันทหารม้าพม่า ทหารพม่าไม่ทันรู้ตัวตกใจถอยกลับ ไปปะทะกับทหารเดินเท้าของตนเอง เกิดการอลหม่าน ทหารไทยที่ซุ่มอยู่สองข้างจึงแยกเป็นปีกกาตีโอบทหารพม่าไว้สองข้าง แล้วไล่ฟันทหารพม่า ล้มตายและแตกหนีไป พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ครั้นเห็นพระยาตากรบชนะพม่า ก็ดีใจพากัน เข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก พระยาตากจึงให้ราษฎรเหล่านั้น ไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์ นำช้าง ม้าพาหนะและเสบียงอาหารมามอบให้ นายซ่องใหญ่ที่ไม่ยอมอ่อนน้อม ก็ถูกปราบปรามจนราบคาบ ริบพาหนะ ผู้คน ช้างม้า และศาสตราวุธ ได้เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นพระยาตากจึงยกกองทหารไปทาง นาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามลำน้ำปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ใต้เมืองปราจีนบุรียกพลตามมา พระยาตากก็นำทหารไล่ติดตามฆ่าฟันทหารพม่า ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ที่เหลือก็หนีแตกกระจัดกระจายไป นับแต่นั้นมา พม่าก็มิได้ติดตามกองทัพพระยา ตากอีกต่อไป พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง เมื่อถึงเมืองระยอง เจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้ เข้าเมือง พระยาตากใช้เวลาไม่ถึงเดือนนับจากตีหักออกจากกรุงศรีอยุธยาก็ยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้ ความ สามารถของพระยาตากในการรวบรวม คนไทยได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ แสดงถึงศักยภาพของพระยาตากที่มี เหนือกลุ่มอื่น ๆ ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

พระราชวิเทโศบายในการยึดจันทบุรี

พระยาตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางระจะ มุ่งยึดจันทบุรีซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เพื่อใช้เป็นฐาน กำลังฟื้นฟูขวัญของไพร่พล เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ พระยาตากจึงต้องใช้จิตวิทยาในด้านการรบ มาใช้กับแม่ทัพนายกอง เพื่อต้องการรบให้ชนะ โดยสั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงหมายไปกินอาหารมื้อเช้า ในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้องอดตาย ครั้นถึงเวลาค่ำ พระยาตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน มิให้ส่งเสียงจนกว่าจะเข้าเมือง ได้จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ พอได้ฤกษ์เวลา ๓ นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณ บอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนพระยาตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมือง ชาวเมืองที่ประจำการอยู่ก็ยิง ปืนใหญ่เข้าใส่ นายท้ายช้างเกรงว่าพระยาตากจะถูกยิงจึงเกี่ยวช้างให้ถอยออกมา พระยาตากชักดาบออกมา จะฟัน นายท้ายช้างจึงได้ขอชีวิตไว้ แล้วไสช้างเข้าชนทำให้บานประตูเมืองพังลง ทหารพระยาตากจึงกรูกัน เข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยัง เมืองบันทายมาศ พระยาตากตีเมืองจันทบุรีได้ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๗ แรม ๓ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เพลา ๓ ยามเศษ ตรงกับวันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒ เดือน

เมื่อยึดเมืองจันทบุรีได้แล้ว พระยาตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรเกิดความ เกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ พระยาตาก ได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ พระยาตากจึงลงเรือรบ คุมกองเรือไปล้อมสำเภาจีน เหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน พระยาตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมา เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือรบไทยสมัยนั้น มีขนาดพอ ๆ กับเรือยาวที่ใช้แข่งตามแม่น้ำ เมื่อสามารถเข้าตียึดเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ใช้เดินทะเลและมีปืนใหญ่ประจำเรือด้วยได้นั้น แสดงว่าแม่ทัพ เรือและทหารเรือ จะต้องมีความสามารถมาก

ปราบดาภิเษก

หลังจากสร้างพระราชวังบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว เมื่อทรงจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยพอสมควร บรรดาแม่ทัพ นายกอง ขุนนาง ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ตลอดทั้งสมณะพราหมณาจารย์และอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลาย จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงปราบดาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ ณ วันพุธ เดือนอ้าย แรก ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงพระนามว่า พระศรีสรรเพชญ์ หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แต่เรียกขานพระนามของพระองค์ติดปากว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

พระราชกรณียกิจ(ขณะที่ครองราชย์)

สามารถจำแนกออกไปสองด้านคือ ๑.การสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ๒.การฟื้นฟูบ้านเมืองทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ

การสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

ตั้งราชธานีใหม่

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเสียหายมากยากที่จะปฏิสังขรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายมาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี เพราะทรงเล็งเห็นว่าไม่ใหญ่โตเกินกำลังมีป้อมปราการที่แข็งแรงสามารถป้องกันข้าศึกศัตรูได้ เนื่องจากมีป้อมกันข้าศึกถึง ๓ ป้อม อีกทั้งมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นเมืองใกล้ทะเลสามารถติดต่อค้าขายกับต่างประเทศได้สะดวก

 

การปกป้องแผ่นดิน

การปกป้องแผ่นดินเป็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้กระทำตลอดพระชนม์ชีพ ซึ่งนอก จากการต่อสู้เพื่อรวมแผ่นดินแล้ว ยังต้องป้องกันหัวเมืองชายแดนอีกด้วย ตลอดรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำสงครามกับพม่าถึง ๙ ครั้ง แต่ด้วยพระอัจฉริยะภาพ ทางยุทธวิธีและความเชี่ยวชาญในการรบของทหาร จึงทำให้ทัพไทยรบชนะพม่าทุกครั้ง

สงครามครั้งที่ ๑ รบพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ. ๒๓๑๐ [2]

สงครามครั้งที่ ๒ พม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. ๒๓๑๓

สงครามครั้งที่ ๓ ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ. ๒๓๑๓ - พ.ศ. ๒๓๑๔

สงครามครั้งที่ ๔ พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๑๕

สงครามครั้งที่ ๕ พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๖

สงครามครั้งที่ ๖ ไทยตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๗

สงครามครั้งที่ ๗ รบพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรี พ.ศ. ๒๓๑๗

สงครามครั้งที่ ๘ อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ. ๒๓๑๘

สงครามครั้งที่ ๙ พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๑๙ สงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นการรบครั้งสุดท้ายที่ไทยรบกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้รับการสถาปนาให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก มียศอย่างเจ้าต่างกรม คงดำรงตำแหน่งสมุหนายก

การศึกสงครามดังกล่าวนี้ ส่งผลให้พระราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราชและมีความมั่นคงสืบต่อมาจนถึง ปัจจุบัน

อาณาเขตประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาในพระราชอาณาจักร ได้แก่ ธนบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครชัยศรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ทรงต่อสู้เพื่อขยายพระราชอาณาจักรเกือบตลอดรัชกาล อาณาเขตของ ประเทศไทยในสมัยนั้น มีดังนี้

ทิศเหนือ ได้ดินแดนหลวงพระบาง และเวียงจันทน์

ทิศใต้ ได้ดินแดนกะลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี

ทิศตะวันออก ได้ดินแดนลาว เขมร ทางฝั่งแม่น้ำโขงจดอาณาเขตญวน

ทิศตะวันตก จรดดินแดนเมาะตะมะ ได้ดินแดน เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การติดต่อการค้ากับต่างประเทศ ในด้านการปกครอง หลังจากสถาปนาเมืองธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ทรงจัดวางตำแหน่งหน้าที่ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ทรงสอดส่องทุกข์สุขของราษฎร และหลังจากกอบกู้แผ่นดินได้แล้ว พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศมาจัดถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติและยังทรงรับอุปการะบรรดา เจ้าฟ้า พระองค์ฟ้า พระราชโอรส ตลอดทั้งพระเจ้าหลานเธอของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาทุกพระองค์ ด้วยความกตัญญู

พระราชโอรส พระราชธิดา

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระราชโอรส 21 พระองค์ พระราชธิดา 9 พระองค์

  1. สมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ (จุ้ย) ประสูติในสมเด็จพระอัครมเหสี กรมหลวงบาทบริจา ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2325 เป็นต้นราชสกุล "สินศุุข" และ "อินทรโยธิน"
  2. สมเด็จเจ้าฟ้าชายน้อย ประสูติในสมเด็จพระอัครมเหสี กรมหลวงบาทบริจา ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2325
  3. พระองค์เจ้าชายอัมพวัน ประสูติในเจ้าจอมมารดาทิม บุตรของท้าวทรงกันดารมอญ
  4. สมเด็จเจ้าฟ้าชายทัศพงศ์ ประสูติในกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ (เจ้าหญิงฉิม) ธิดาของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) เป็นต้นราชสกุล "พงษ์สิน"
  5. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงโกมล (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงบุปผา (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  7. สมเด็จเจ้าฟ้าชายสิงหรา (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  8. สมเด็จเจ้าฟ้าชายศิลา (ไม่ทราบนามพระมารดา) เป็นต้นราชสกุล "ศิลานนท์"
  9. พระองค์เจ้าชายอรนิกา ประสูติในเจ้าจอมมารดาอำพัน ธิดาพระยาอินท์อัคราช ต้นสกุล "จันทโรจวงศ์" ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2352
  10. พระองค์เจ้าหญิงสุมาลี (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  11. พระองค์เจ้าชายธำรง (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  12. พระองค์เจ้าชายละมั่ง (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  13. สมเด็จเจ้าฟ้าชายเล็ก (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  14. สมเด็จเจ้าฟ้าชายทัศไภย ประสูติในกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2358 ฐานเป็นชู้กับเจ้าจอมในวัง พระธิดาคือ เจ้าจอมมารดาน้อยในรัชกาลที่ 4 เป็นต้นราชสกุล นพวงศ์ และ สุประดิษฐ์
  15. พระองค์เจ้าหญิงจามจุรี (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  16. พระองค์เจ้าหญิงสังวาลย์ (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  17. พระองค์เจ้าหญิงสำลีวรรณ ประสูติในเจ้าจอมมารดาอำพัน เป็นพระชายาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2352 ด้วยข้อหากบฏ เป็นต้นราชสกุล อิศรเสนา
  18. สมเด็จเจ้าฟ้าชายนเรนทรราชกุมาร ประสูติในกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ เป็นต้นราชสกุล "รุ่งไพโรจน์"
  19. พระองค์เจ้าชายคันธวงศ์ (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  20. พระองค์เจ้าชายเมฆินทร์ (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  21. พระองค์เจ้าชายอิสินธร (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  22. พระองค์เจ้าหญิงประไพพักตร์ ประสูติในเจ้าจอมมารดาเงิน
  23. สมเด็จเจ้าฟ้าชายสุพันธุวงศ์ ประสูติในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้รับการสถาปนาในรัชกาลที่ 1 เป็น สมเด็จเจ้าฟ้าอภัยธิเบศร์ กรมขุนกระษัตรานุชิต ถูกสำเร็จโทษในรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2352 ด้วยข้อหากบฏ
  24. พระองค์เจ้าชายบัว (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  25. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงปัญจปาปี ประสูติในกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ เป็นพระชายาของพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์ ต้นราชสกุล อิศรางกูร
  26. เจ้าพระยานครน้อย ประสูติในเจ้าจอมมารดา เจ้าหญิงปราง ธิดาของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) (ขนิษฐาของ กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์) เป็นต้นราชสกุล "โกมารกุล ณ นคร" "ณ นคร" และ "จาตุรงคกุล"
  27. พระองค์เจ้าชาย (ไม่ปรากฏพระนาม ไม่ทราบนามพระมารดา)
  28. พระองค์เจ้าชายหนูแดง (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  29. พระองค์เจ้าหญิงสุดชาตรี (ไม่ทราบนามพระมารดา)
  30. เจ้าพระยานครราชสีมาทองอินทร์ ประสูติในเจ้าจอมมารดา เจ้าหญิงยวน ธิดาของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) (ขนิษฐาของ กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์)ต้นราชสกุล อินทรกำแหง มหาณรงค์ คชวงศ์ อินทโสฬส ชูกริช เนียมสุริยะ เชิญธงไชย อินทนุชิต ศิริพร นิลนานนท์

งานกู้ชาติในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้ชาติไทยจากพม่า  เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง  ในขณะที่เมืองไทยอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด  เพราะพม่าทำสงครามกับไทยครั้งนี้  ไม่ได้คิดจะรักษาเมืองเมืองไทยไว้เป็นเมืองขึ้น  หมายแต่จะเอาทรัพย์สมบัติ กับกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย  เพื่อเอาไว้ใช้สอยในเมืองพม่า  เมื่อพม่าตีเมืองไหนได้ จึงเผาเสียทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่  ตลอดจนกรุงศรีอยุธยา แล้วเลิกทัพกลับไป  คงทิ้งกำลังไว้ส่วนหนึ่งเพื่อคอย  แสวงหาทรัพย์สมบัติและผู้คนที่ตกค้างอยู่ เพื่อรวบรวมส่งไปเมืองพม่าต่อไป  ด้วยเหตุนี้พม่าจึงยังมีอำนาจอยู่ในพื้นที่กรุงศรีอยุธยา  และหัวเมืองใกล้เคียง  ส่วนหัวเมืองที่ไม่ได้เสียแก่พม่า  เมื่อไม่มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองก็กลายเป็นเมืองอิสระ  ที่เป็นเมืองเล็กก็ยอมอ่อนน้อม ไปขึ้นอยู่กับเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง  ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองใหญ่ก็คิดตั้งตัวเป็นเจ้า ด้วย หวังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยต่อไป  เมืองไทยในครั้งนั้นจึงแตกออกเป็นกลุ่มเป็นพวก  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากจะกู้ประเทศไทยกลับคืนจากพม่าอันเป็นภารกิจหลักแล้ว  ยังต้องทรงรวบรวมเมืองไทย ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นแต่ก่อน  ตลอดรัชสมัยของพระองค์ และทรงทำได้สำเร็จด้วยพระอัจฉริยภาพ  และพระปรีชากล้าหาญของพระองค์  จนประสพผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  นำประเทศไทยกลับมามีเอกราชและยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย


การรวมตัวกันเป็นชุมนุมต่าง ๆ
ในเวลานั้นเมืองไทยได้แตกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ รวมแล้วได้ 5 ชุมนุมด้วยกัน  แต่ละชุมนุมมีขนาดและกำลังไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  และครอบครองพื้นที่ครอบคลุมเมืองไทยไว้ทั้งหมด ดังนี้

ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก
ตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่ที่เมืองพิษณุโลก  มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาถึงเมืองนครสวรรค์  เจ้าพระยาพิษณุโลกชื่อเรือง  เป็นผู้ทีมีความสามารถสูง  เมื่อรบกับพม่าครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฎว่ามีฝีมือเข้มแข็งไม่แพ้พม่า  จึงมีผู้นิยมนับถือมาก  แม้ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยา ก็หนีไปเข้าด้วยกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเป็นจำนวนมาก

ชุมนุมเจ้าพระฝาง
ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่เป็นพระอยู่ที่เมืองสวางคบุรี  ขณะที่เป็นสังฆราชเมืองสวางคบุรี อยู่ที่วัดพระฝาง  เจ้าพระฝางชื่อเรือน  แรกบวชได้ลงมาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา จนเป็นที่พระพากุลเถร  เป็นพระราชาคณะฝ่ายอรัญวาสีอยู่ที่วัดศรีอโยธยา  ได้กลับไปอยู่ที่วัดพระฝาง ตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ  เมืองสวางคบุรีอยู่เหนือเมืองพิชัย  มีอาณาเขตต่อแดนเมืองแพร่ เมืองน่าน  และเมืองหลวงพระบาง  ผู้คนพลเมืองเป็นลาวโดยมาก  เจ้าพระฝางมีชื่อเสียงในทางวิทยาคม  ผู้คนนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ

ชุมนุมเจ้านคร
ตั้งตัวเป็นเจ้าที่เมืองนครศรีธรรมราช  ตัวเจ้านครเป็นพระปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช ชื่อหนู  ชุมนุมนี้มีอาณาเขตตอนใต้ต่อแดนมลายู  ทางเหนือถึงเมืองชุมพร  เจ้านครเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ได้เข้ามาถวายตัวทำราชการอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  ได้เป็นที่หลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็ก  แล้วจึงได้กลับไปเป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช  ต่อมาพระยาราชสุภาวดี  ซึ่งได้เป็นเจ้าพระยานคร ฯ  มีความผิดต้องออกจากตำแหน่ง  พระปลัดผู้นี้จึงได้รั้งราชการเมืองนคร ฯ  จนถึงคราวเสียกรุงศรีอยุธยา

ชุมนุม กรมหมื่นเทพพิพิธ หรือเจ้าพิมาย
ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองพิมาย  มณฑลนครราชสีมา  กรมหมื่นเทพพิพิธ  เป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระเจ้าบรมโกศ  ได้ออกทรงผนวชในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ  แล้วคิดร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน จึงถูกนำตัวไปปล่อยที่เกาะลังกา  เมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพมาตีเมืองไทย จึงได้หนีมาอยู่ที่เมืองมะริด และถูกคุมตัวไว้ที่เมืองนั้น  เมื่อพม่ามาตีเมืองมะริด  จึงได้หนีไปอยู่เมืองเพชรบุรี  แล้วถูกคุมตัวไว้ที่เมืองจันทบุรี  เมื่อพม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา  กรมหมื่นเทพพิพิธได้รวบรวมชาวหัวเมืองชายทะเลตะวันออก  ยกกำลังเข้ามาจะช่วยรบพม่า  โดยมาตั้งทัพอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี  ให้กองทัพหน้ามาตั้งอยู่ที่ปากน้ำโยทะกา  พม่ายกกองทัพเข้าตีกองทัพหน้าแตก  กรมหมื่นเทพพิพิธจึงหนีไปทางเมืองนครราชสีมาไปตั้งกำลังอยู่ที่ด่านโคกพระยา  แล้วไปเกลี้ยกล่อมพระยานครราชสีมาให้เข้าด้วย แต่ไม่สำเร็จ จึงคิดอ่านให้ลอบฆ่าพระยานครราชสีมาเสีย  แล้วชิงเมืองนครราชสีมาได้  แต่อยู่ได้ไม่กี่วัน  หลวงแพ่งน้องพระยานครราชสีมาไปเกณฑ์กำลังคน  จากเมืองพิมายซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา  มาตีเมืองนครราชสีมาได้ จับได้กรมหมื่นเทพพิพิธกับพวกข้าในกรมได้  จะให้ประหารชีวิต  แต่พระพิมายขอไว้ ให้ไปอยู่ที่เมืองพิมาย  เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า  พระพิมายนับถือราชตระกูล จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นใหญ่  และได้คิดอุบายจับหลวงแพ่งฆ่าเสีย  กรมหมื่นเทพพิพิธก็ได้อาณาเขตคลอดมณฑลนครราชสีมา


ชุมนุมพระยาตาก (สิน)

            ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองจันทบุรี  มีอาณาเขตตั้งแต่ต่อแดนกัมพูชามาจนถึงเมืองชลบุรี  พระยาตากเดิมอยู่กรุงศรีอยุธยา  แล้วขึ้นไปรับราชการที่เมืองเหนือ จนได้เป็นเจ้าเมืองตาก  ครั้นพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  พระยาตากถูกเกณฑ์มาช่วยรักษาพระนคร  มีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง ได้รับบำเหน็จความชอบ ให้เลื่อนเป็นพระยากำแพงเพชร  แต่ไม่ทันได้มีโอกาสไปครองเมือง  เนื่องจากต้องสู้ศึกติดพันอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา  การต่อสู้เพื่อรักษาพระนครหลายครั้ง มีเหตุการณ์ที่ทำให้พระยาตากเกิดท้อใจ  กล่าวคือ  ครั้งหนึ่ง พระยาตากนำกำลังออกไปรบชนะพม่า ตีค่ายพม่าได้  แต่ขาดกำลังหนุนจากพระนคร จำต้องถอยกำลังกลับมา  ครั้งที่สอง พระยาตากได้รับมอบให้ไปคอยสกัดกำลังพม่าที่วัดใหญ่  พร้อมกันกับพระยาเพชรบุรี เมื่อเดือน 12 ปีจอ  ฝ่ายพม่ายกกำลังทางเรือลัดทุ่งนามา  พระยาตากเห็นว่าเหลือกำลังที่จะต่อสู้ได้  แต่พระยาเพชรบุรีขืนยกกำลังออกไปรบ จึงเสียทีแก่พม่า  พระยาตากก็ถูกกล่าวหาว่าทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย  และครั้งหลังสุด  ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาประมาณ 3 เดือน  วันหนึ่ง พม่ายกกำลังเข้ามาทางด้านตะวันออกของพระนคร  ที่พระยาตากรักษาอยู่  ได้ใช้ปืนใหญ่ยิงโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน  จึงต้องถูกภาคทัณฑ์  เนื่องจากมีหมายสั่งว่า  ถ้ากองไหนจะยิงปืนใหญ่ ต้องขออนุญาตที่ศาลาลูกขุนก่อน

พระยาตากเห็นว่า ถ้าอยู่ช่วยรักษาพระนครต่อไป ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด  ครั้นถึงวันเสาร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ พ.ศ. 2309  พระยาตากเห็นพม่าตั้งล้อมกระชั้นเข้ามาจวนถึงคูพระนคร  จึงรวบรวมพรรคพวกได้ประมาณ 500 คน  พอตกค่ำก็ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย  ตีฝ่าวงล้อมของพม่าไปทางทิศตะวันออก  ฝ่ายพม่าก็ไล่ติดตามไปทันที่บ้านโพธิสังหาร (โพธิสาวหาญ)  ครั้นรุ่งเช้าพระยาตากก็นำกำลังเข้าต่อสู้กับพม่า จนพม่าแตกกลับไป  แล้วจึงนำกำลังไปตั้งพักที่บ้านพรานนก ขณะนั้นมีกองกำลังพม่าอีกกองหนึ่ง มีกำลังพลเดินเท้า 200 คน  กับพลม้าอีก 30 ม้า  ยกมาจากบางคาง  แขวงเมืองปราจีนบุรี พระยาตากนำกำลังเข้าตีแตกหนีไป  พวกชาวบ้านที่หลบหนีพม่าอยู่ ทราบเรื่องพระยาตากต่อสู้มีชัยชนะพม่าก็ดีใจ  พากันมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  พระยาตากนำกำลังไปทางนาเริง และเมืองนครนายก แล้วไปทางด่านกบแจะข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรีไปตั้งพักอยู่ทางชายดงศรีมหาโพธิฟากตะวันออก
ฝ่ายพวกพม่าที่แตกหนีไปนั้น ก็ได้แจ้งเรื่องให้นายทัพพม่าซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำเจ้าโล้ ทางใต้ของเมืองปราจีนบุรี  นายทัพพม่าจึงแบ่งกำลัง ยกติดตามกองกำลังของพระยาตากไป ทั้งทางบก และทางเรือ  พระยาตากรู้ว่าพม่าตามมา จึงให้กองครัวและพวกที่หาเสบียงอาหารรับล่วงหน้าไปก่อน  แล้วเลือกชัยภูมิใช้พงไม้กำบังแทนแนวค่ายซุ่มกำลังไว้  แล้วใช้กำลังพลประมาณ 100 คน  ออกไปรบล่อข้าศึกให้รุกไล่เข้าไปในพื้นที่ที่ซุ่มกำลังไว้  เมื่อได้ทางปืนแล้ว ก็ให้โจมตีพร้อมกัน กองกำลังพม่าก็แตกหนีไป  ตั้งแต่นั้นมาพม่าก็มิได้ติดตามต่อไปอีก

            พระยาตากยกกำลังผ่านเขตเมืองฉะเชิงเทราเมืองชลบุรีไปจนถึงบ้านนาเกลือ  แขวงเมืองบางละมุง กิตติศัพท์ที่พระยาตากต่อสู้เอาชนะพม่าได้หลายครั้งนั้น เป็นที่เลื่องลือ  จึงมีผู้คนมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  จนสามารถจัดกำลังเป็นกองทัพได้  จากนั้นจึงได้ยกกำลังไปถึงเมืองระยอง  เมื่อวันข้างแรม เดือนยี่ ปีจอ นั้น  เพื่อที่จะใช้เมืองระยองเป็นที่ตั้งมั่นรวบรวมกำลังที่จะทำการต่อไป
ฝ่ายพระระยอง  เห็นว่าเหลือกำลังจะสู้ได้จึงพาผู้คนมาอ่อนน้อมถึงกลางทาง  พระยาตากจึงยกกำลังไปตั้งค่ายอยู่ที่วัดลุ่ม นอกบริเวณค่ายเก่า  พวกกรมการเมืองได้คบคิดกัน เข้าปล้นค่ายพระยาตากเวลากลางคืน  แต่พระยาตากรู้ตัวก่อน จึงวางกำลังตั้งรับอยู่ในค่าย  เมื่อฝ่ายเมืองระยองยกกำลังเข้าปล้นค่าย จึงเสียทีหนีกลับไป  พระยาตากก็ยกกำลังเข้าตามตี จนได้เมืองระยองในคืนวันนั้น  เมื่อตั้งมั่นอยู่ที่เมืองระยองได้  คนทั่วไปจึงพากันเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก ตั้งแต่นั้นมา


การสร้างความเป็นปึกแผ่น

            จากนั้นเจ้าตากจึงแต่งให้ทูตถือศุภอักษรไปยังพระยาจันทบุรี  ขอให้มาช่วยกันปราบปรามพม่า  เพื่อกู้กรุงศรีอยุธยา  ตอนแรกพระยาจันทบุรีก็สนองด้วยด้วยดี ได้มอบเสบียงอาหารมาช่วยก่อน  ต่อมาเกิดไม่ไว้ใจจึงไม่ได้มาพบเจ้าตากตามที่ตกลงกันไว้  ครั้นต่อมา กองทัพเจ้าตากจับหนังสือเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น  ที่มีไปถึงพระยาจันทบุรี ให้เข้าไปอ่อนน้อมพม่าแต่โดยดี  จึงเห็นว่าเป็นการดี ที่พระยาจันทบุรีจะได้ตัดสินใจว่าจะเข้ากับฝ่ายใด  ขั้นต่อมา เจ้าตากได้แต่งทูตให้ถือศุภอักษรไปถึงพระยาราชาเศรษฐี  เจ้าเมืองบันทายมาศ ขอให้ยกกองทัพมาช่วยกันกู้กรุงศรีอยุธยา  พระยาราชาเศรษฐีก็ตอบรับด้วยดีโดย  แต่งทูตให้ถือศุภอักษร  มายังเจ้าตาก ขอผลัดว่า พอให้สิ้นฤดูมรสุมแล้วจะยกกองทัพมาช่วย
ครั้นถึงเดือน 5 ปีกุน พ.ศ. 2310  กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่ข้าศึก  ความคิดของผู้ที่มีกำลัง  และอำนาจอยู่ตามหัวเมืองก็เปลี่ยนแปลง  พระยาจันทบุรีก็นิ่งเฉยอยู่  ฝ่ายขุนรามหมื่นซ่องกรมการเก่าเมืองระยอง  ซึ่งเคยปล้นค่ายพระยาตากแล้วหนีไปนั้น  ก็ไปตั้งกำลังซ่องสุมอยู่ที่เมืองแกลง  อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองจันทบุรี  ก็ได้คุมสมัครพรรคพวกมาปล้น แย่งชิงช้างม้าพาหนะของเจ้าตากในหมู่นั้นด้วย  เจ้าตากจึงยกกำลังไปกำราบ  ขุนรามหมื่นซ่องสู้ไม่ได้จึงหนีไปอยู่กับพระยาจันทบุรี
เจ้าตากเห็นว่า การที่จะทำกำลังให้เป็นปึกแผ่นในพื้นที่ภาคตะวันออก  จะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน  ในขณะนั้น เมืองชลบุรี มีนายทองอยู่นกเล็กตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่  เจ้าตากจึงยกกำลังมายังเมืองชลบุรี ตั้งอยู่ที่หนองมนต่อแดนเมืองบางละมุง  แล้วยกกำลังต่อไปยังเมืองชลบุรี ไปตั้งอยู่ที่วัดหลวง จากนั้น ได้ส่งคนไปเกลี้ยกล่อมนายทองอยู่นกเล็กให้อ่อนน้อม  เมื่อนายทองอยู่นกเล็กเข้ามาอ่อนน้อมแล้ว  เจ้าตากจึงตั้งให้เป็นที่พระยาอนุราชบุรี  ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี  แล้วเจ้าตากก็ยกกำลังกลับไปเมืองระยอง
ฝ่ายพระยาจันทบุรี  เห็นว่าเจ้าตากมีกำลังเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ  เกรงอันตรายจะมาถึงเมืองจันทบุรี  จึงได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป  ให้เป็นทูตมาเชิญเจ้าตากลงไปที่เมืองจันทบุรี  พร้อมกับแจ้งว่า เต็มใจที่จะช่วยเจ้าตากกู้บ้านเมือง  แต่เนื่องจากระยองเป็นเมืองเล็ก จึงขอเชิญเจ้าตากไปตั้งที่เมืองจันทบุรี  เจ้าตากทราบดังนั้นจึงยกกำลังไปเมืองจันทบุรี  เมื่อไปถึงบางกระจะหัวแหวนซึ่งอยู่ห่างจากเมืองจันทบุรี 200 เส้น  พระยาจันทบุรีก็ให้หลวงปลัดมารับและแจ้งว่า พระยาจันทบุรีได้จัดที่ไว้ ให้ตั้งทำเนียบที่พักริมน้ำข้างฟากใต้ ตรงเมืองข้าม  เจ้าตากไม่ไว้วางใจ จึงให้นำกำลังไปทางเหนือ  เข้าไปตั้งอยู่ที่วัดแก้ว  ห่างจากประตูท่าช้างเมืองจันทบุรี ประมาณ 5 เส้น  พระยาจันทบุรีเห็นดังนั้น จึงให้ไพร่พลเข้ารักษาหน้าที่เชิงเทิน  แล้วให้ขุนพรหมธิบาล ซึ่งเป็นพระท้ายน้ำ  ออกไปหาเจ้าตากเชิญเจ้าตาก ไปพบพระยาจันทบุรีที่ในเมือง  เจ้าตากจึงสั่งขุนพรหมธิบาล ให้กลับไปบอกพระยาจันทบุรี มีความว่า  เดิมพระยาจันทบุรีเชิญให้มาปรึกษาหารือ เพื่อจะช่วยกันคิดอ่านกู้กรุงศรีอยุธยาโดยสุจริต  ตัวเราเดิมก็เป็นเจ้าเมือง ถือศักดินาหมื่น  มียศใหญ่ เป็นผู้ใหญ่กว่าพระยาจันทบุรี  (เมืองกำแพงเพชรเป็นหัวเมืองชั้นโท  เมืองจันทบุรีเป็นหัวเมืองชั้นตรี)  ครั้นมาถึงเมือง พระยาจันทบุรีมิได้ออกมาหาสู่ต้อนรับตามฉันผู้น้อยผู้ใหญ่  กลับเรียกระดมพลเข้าประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน  และยังคบหาขุนรามหมื่นซ่องซึ่งได้ทำลายเราถึง 2 คราวเข้าไว้เป็นมิตร  ทำตัวเหมือนหนึ่งว่าเป็นข้าศึกกับเราเช่นนี้  จะให้เราเข้าไปหาถึงในเมืองได้อย่างไร  ถ้าจะให้เราเข้าไป ก็ให้พระยาจันทบุรีออกมาหาเราก่อน  หรือมิฉะนั้น ก็ส่งตัวหมื่นซ่องออกมาทำสัตย์สาบาน ให้เราวางใจได้ก่อน  เพื่อให้เห็นความสุจริตของพระยาจันทบุรี  แต่พระยาจันทบุรีก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม  เจ้าตากจึงสั่งไปบอกพระยาจันทบุรีว่า  เมื่อไม่เห็นแก่ไมตรี ก็จงรักษาเมืองให้ดีเถิด
เจ้าตากพิจารณาแล้วเห็นว่า  การตีเมืองจันทบุรีต้องชิงกระทำให้เสร็จโดยเร็ว  เนื่องจากปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนเสบียงอาหาร  ดังนั้น เมื่อได้สั่งการตีเมืองจันทบุรีในตอนค่ำ เมื่อทหารกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว จึงให้ทิ้งอาหารที่เหลือ  และทุบหม้อข้าวทิ้งเสีย  หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันในเมืองวันพรุ่งนี้  ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในคืนวันนี้ ก็ให้ตายด้วยกันทั้งหมด  เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว  พอได้เวลาดึก 3 นาฬิกา  เจ้าตากก็ขึ้นช้างพังคีรีบัญชร ยิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าตีเมืองพร้อมกันทุกหน้าที่  ส่วนเจ้าตากก็ขับช้างที่นั่งเข้าพังประตูเมือง  ทหารที่รักษาหน้าที่ก็ระดมยิงปืนใหญ่น้อยระดมมาเป็นอันมาก  นายท้ายช้างที่นั่งเห็นดังนั้น  เกรงว่าจะถูกเจ้าตาก จึงบังคับช้างให้ถอยออกมา  เจ้าตากขัดพระทัยชัก พระแสงหันมาจะฟันนายช้าง  นายช้างตกใจทูลขอชีวิตไว้  แล้วไสช้างกลับเข้ารื้อบานประตูพังลง  พวกทหารก็เข้าเมืองได้  พระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือ หนีไปเมืองบันทายมาศ  เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ. 2310  หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา แล้ว 1 เดือน

            เมื่อเจ้าตากได้เมืองจันทบุรีแล้ว ก็เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนภูมิลำเนา  แสดงความเมตตาอารีให้ปรากฎ  มิได้ถือโทษผู้ที่ได้เป็นคู่ต่อสู้มาก่อน  เมื่อจัดการเมืองจันทบุรีเรียบร้อยดีแล้ว จึงยกทัพลงไปเมืองตราด  พวกกรมการและราษฎรก็พากันยอมอ่อนน้อม  ขณะนั้นมีสำเภาจีนมาจอดทอดสมออยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำ  เจ้าตากให้ไปเรียกนายเรือมาเฝ้า พวกจีนขัดขืนและยังทำการต่อสู้  เจ้าตากจึงคุมเรือรบไปล้อมสำเภาไว้ มีการต่อสู้กันอยู่ครึ่งวันก็ยึดสำเภาไว้ได้ทั้งหมด  เมื่อจัดการเมืองตราดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยกกำลังกลับมาตั้งที่เมืองจันทบุรี  ตั้งแต่นั้นมา  เจ้าตากก็มีอำนาจสิทธิขาด ตลอดทุกหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก  จึงตั้งต้นเตรียมการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาต่อไป  ขณะนั้นเจ้าตากอายุ 34 ปี


สงครามกู้ชาติ ตีค่ายพม่าที่โพธิสามต้น

            หลังจากได้เมืองตราดแล้วก็ล่วงเข้าฤดูฝน  ต้องหยุดยั้งการรบพุ่ง  ในระหว่างนั้นก็ให้ลงมือต่อเรือรบ และรวบรวมเครื่องศัตราวุธ และยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ  หมายจะยกมาชิงกรุงศรีอยุธยาจากพม่าในฤดูแล้ง  ในระหว่างนั้น ข้าราชการเก่าในกรุงศรีอยุธยาที่หลบหนีพม่ามาได้  เมื่อทราบว่า เจ้าตากกำลังรวบรวมผู้คนที่จะกู้กรุงศรีอยุธยา  ก็พากันมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก  ที่สำคัญมีหลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก  และนายสุดจินดาหุ้มแพร  มหาดเล็ก  ท่านผู้นี้ต่อมาคือ  กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ครั้นถึงเดือน 11 ปีกุน พ.ศ. 2310  สิ้นมรสุม  เจ้าตากต่อเรือรบได้ 100 ลำ  รวบรวมกำลังพลได้ 4,000 คน  ก็ยกกำลังจากเมืองจันทบุรี  มาถึงเมืองชลบุรี  พวกราษฎรพากันกล่าวโทษนายทองอยู่นกเล็ก  ซึ่งเจ้าตากตั้งให้เป็นพระยาอนุราฐ  อยู่รักษาเมืองชลบุรีว่าประพฤติเป็นโจร  เมื่อชำระได้ความเป็นสัตย์ เจ้าตากก็ให้ประหารชีวิตเสีย  เมื่อจัดการทางเมืองชลบุรีเสร็จแล้ว  เจ้าตากก็ยกกองทัพเรือมาเข้าปากน้ำเจ้าพระยา ในวันข้างขึ้น เดือน 12


ฝ่ายนายทองอิน คนไทยซึ่งพม่าตั้งให้รักษาเมืองธนบุรี  รู้ว่าเจ้าตากยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากแม่น้ำ  ก็รีบแจ้งให้สุกี้แม่ทัพพม่าที่ค่ายโพธิสามต้น  แล้วให้จัดกำลังขึ้นรักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ และเข้ารักษาหน้าที่เชิงเทินเมืองธนบุรี เตรียมต่อสู้  เมื่อกองทัพเจ้าตากยกขึ้นมาถึง พวกรี้พลเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ก็ไม่เป็นใจที่จะต่อสู้  เจ้าตากจึงยึดได้เมืองธนบุรี  จับตัวนายทองอินได้ให้ประหารชีวิตเสีย  แล้วเร่งกองทัพขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา  สุกี้จึงให้มองย่านายทัพรองคุมกำลังพลมอญและไทยที่มาอยู่ด้วย  ยกลงมาทางเรือมาตั้งสกัดอยู่ที่เพนียด  พวกคนไทยที่มาในกองทัพมองย่า รู้ว่าเป็นกองทัพไทย  ก็รวนเรหนีไปบ้าง มาเข้ากับเจ้าตากบ้าง  มองย่าเห็นดังนั้น ก็รีบหนีเอาตัวรอดกลับไปค่ายโพธิสามต้น  เจ้าตากก็ยกกำลังตามขึ้นไปถึงค่ายโพธิสามต้น  ก็สั่งให้เข้าตีค่ายพม่าข้างฟากตะวันออกในตอนเช้า  พอเวลา 9 นาฬิกาก็ตีได้  แล้วให้ทำบันได สำหรับปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตก  พอตกค่ำก็ให้พระยาพิพิธ  พระยาพิชัย คุมกองทหารจีน ไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ทางด้านวัดกลาง  พอรุ่งเช้าก็ให้กองทหารไทย จีน เข้าระดมตีค่ายสุกี้พร้อมกัน ตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ก็เข้าค่ายพม่าได้  สุกี้แม่ทัพพม่าตายในที่รบ  ไพร่พลก็แตกหนีไปได้บ้าง ที่ยอมอ่อนน้อมก็มีเป็นอันมาก  กรุงศรีอยุธยาก็กลับคืนมาเป็นของไทย
เจ้าตากตั้งทัพอยู่ที่ค่ายโพธิสามต้น  พวกข้าราชการไทยที่พม่าจับเอาไว้หลายคน  คือ พระยาธิเบศรบดี จางวางมหาดเล็กเป็นต้น  พากันมาเฝ้าเจ้าตาก  ทูลให้ทราบถึงเรื่องที่พระเจ้าเอกทัศสวรรคต  สุกี้ให้ฝังพระบรมศพไว้ในพระนคร และทูลว่า ยังมีเจ้านายที่พม่าจับได้ ยังกักขังอยู่หลายพระองค์  พม่ายังไม่ได้ส่งไปเมืองอังวะ  เจ้าตากทราบก็มีความสงสารจึงได้อุปการะไว้  สั่งให้จัดที่ให้เจ้านายประทับตามสมควร  และปล่อยคนทั้งปวงที่พม่ากังขังไว้  ให้ปลูกเมรุที่ท้องสนามหลวง  ให้สร้างพระโกศกับเครื่องประดับ สำหรับงานพระบรมศพ  แล้วให้ขุดพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศ เชิญลงพระโกศ  เที่ยวหาพระสงฆ์ซึ่งยังมีเหลืออยู่ มารับทักษิณานุปทาน และสดับปกรณ์ตามประเพณี  แล้วจึงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพ


เจ้าตากคิดจะปฏิสังขรณ์พระนครเพื่อตั้งเป็นราชธานีดังเดิม  จึงขึ้นช้างเที่ยวสำรวจตรวจดูสภาพของกรุงศรีอยุธยา   เห็นว่าถูกข้าศึกเผาทำลายเสียเป็นอันมาก  ที่ยังดีอยู่นั้นน้อยก็สังเวชสลดพระทัย  เห็นว่าเกินที่จะปฏิสังขรณ์ได้  จึงให้อพยพผู้คนลงมาตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองธนบุรี  การที่เจ้าตากไม่ใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีต่อไป นั้นมีเหตุผลทางด้านยุทธวิธีอยู่มาก  เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่  กำลังพลของเจ้าตากที่มีอยู่ในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอยู่ได้  เมืองธนบุรีตั้งอยู่ริมลำน้ำลึก ใกล้ทะเล  ง่ายต่อการป้องกันตนตามกำลังที่มีอยู่  และเป็นทำเลทางหนีทีไล่ที่ดีกว่าเมืองอื่น  นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์กล่าวคือ  เมืองธนบุรีตั้งปิดปากน้ำ ที่บรรดาหัวเมืองเหนือทั้งปวง  จะติดต่อไปมากับต่างประเทศเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา

การรบพม่าที่บางกุ้ง

            เมื่อเจ้าตากตีกรุงศรีอยุธยาคืนกลับมาได้  กิตติศัพท์ก็เลื่องลือออกไป  มีผู้มาอ่อนน้อมด้วยเป็นอันมาก  พวกชาวต่างประเทศที่มาค้าขาย  เห็นว่าเจ้าตากได้เป็นใหญ่ในราชธานี ก็พากันนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย  เมื่อเจ้าตากมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองธนบุรีแล้ว  จึงทำพิธีราชาภิเษก เมื่อปีกุน พ.ศ. 2310  ประกาศพระเกียรติยศเป็น  พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามหากษัตริย์แทนโบราณราชแต่ก่อน  แล้วปูนบำเหน็จ นายทัพ นายกอง ที่มีความชอบ  แต่งตั้งให้มียศศักดิ์ตามทำเนียมราชการ ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ครั้งนั้น นายสุดจินดาได้เป็นที่พระมหามนตรี เจ้ากรมตำรวจ  แล้วได้ไปชวนหลวงยกบัตรเมืองราชบุรีผู้เป็นพี่  คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ในเวลาต่อมา  เข้ามารับราชการเป็นที่พระราชนรินทร์ เจ้ากรมตำรวจด้วย
ราชอาณาเขตของพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อราชาภิเษก  อยู่ในเขตภาคกลาง  ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน ด้านเหนือสุดถึงเขตเมืองนครสวรรค์  ตั้งแต่ปากน้ำโพลงมา  ด้านตะวันออกถึงเมืองตราดจดแดนเขมร  ด้านใต้ถึงเขตเมืองชุมพร  คิดเป็นพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักรครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  แต่บรรดาเมืองต่าง ๆ นอกจากหัวเมืองทางด้านตะวันออก ถูกพม่าย่ำยีจนเป็นเมืองร้างอยู่เกือบทั้งหมด  เกิดการขาดแคลนอาหาร เพราะราษฎรไม่ได้ทำนาถึง 2 ปี  พระเจ้ากรุงธนบุรีต้องใช้วิธีซื้อข้าวสารจากพ่อค้าต่างเมือง  ซึ่งเรียกราคาสูงมากตกถังละ 4 ถึง 5 บาท  รวมทั้งเครื่องนุ่งห่ม นำมาแจกจ่ายราษฎรที่ขาดแคลน  ทำให้ผู้คนกลับเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนา  เป็นเหตุให้พวกเจ้ากรุงธนบุรีมีกำลังคนมากขึ้น
ด้านการปกครองหัวเมือง  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงตั้งข้าราชการออกไปปกครอง  ซึ่งน่าจะมีอยู่ 11 เมือง คือ ลพบุรี  อ่างทอง  กรุงเก่า  ฉะเชิงเทรา  ระยอง  จันทบุรี ตราด  นครชัยศรี  สมุทรสงคราม  และเพชรบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีต้องแบ่งทหารออกไป ตั้งประจำอยู่ตามหัวเมืองหลายแห่ง  เช่นให้ทหารจีน ไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง ที่ต่อแดนระหว่างเมืองสมุทรสงครามกับเมืองราชบุรี
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นมาตีกรุงศรีอยุธยา  เพื่อขับไล่พม่าออกไปนั้น  ทางพม่าพระเจ้าอังวะทราบข่าวจากเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต  เมืองเวียงจันทน์  แต่เนื่องจากขณะนั้น พระเจ้าอังวะกำลังกังวลอยู่กับการที่จะเกิดสงครามกับจีน  ประกอบกับเห็นว่าเมืองไทยถูกย่ำยีอย่างยับเยิน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะร้ายแรงอะไร  ดังนั้น จึงเป็นแต่ให้มีท้องตราสั่งแมงกี้มารหญ่า  เจ้าเมืองทวาย  ให้คุมกำลังมาตรวจตราดูสถานการณ์และรักษาความสงบ  ราบคาบในเมืองไทย  พระยาทวายจึงเกณฑ์ กำลังพล 20,000 คน  ยกกำลังเข้ามาทางเมืองไทรโยค  เมื่อฤดูแล้ง ปลายปีกุน พ.ศ. 2310
ในเวลานั้น เมืองกาญจนบุรี และเมืองราชบุรี  ซึ่งอยู่ในเส้นทางเดินทัพของพม่า  จึงยังคงเป็นเมืองร้างอยู่ทั้งสองเมือง  เรือรบของพม่ายังอยู่ที่เมืองไทรโยค  ค่ายคูของพม่าที่ตั้งอยู่ตามริมน้ำเมืองราชบุรีก็ยังคงอยู่  เมื่อพระยาทวายยกกองทัพเข้ามา จึงเดินทัพมาได้โดยสดวก ปราศจากการขัดขวางใด ๆ  จนล่วงเข้ามาถึงบางกุ้ง  เห็นค่ายทหารของพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่  จึงให้กองทัพเข้าล้อมไว้  เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทราบข่าวทัพพม่ายกเข้ามา  ก็จัดกำลังให้พระมหามนตรี เป็นแม่ทัพหน้า  พระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นทัพหลวง ยกกำลังทางเรือออกไปเมืองสมุทรสงคราม  เมื่อถึงบางกุ้ง ก็ให้ยกกำลังเข้าโจมตีข้าศึกในวันนั้น  ทหารไทยใช้อาวุธสั้นเข้าไล่ตะลุมบอนข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก  ที่เหลือตายก็แตกหนี  พระยาทวายเป็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้  ก็ถอยกำลังกลับไปเมืองทวายทางด่านเจ้าขว้าว  ซึ่งเป็นด่านทางเมืองราชบุรี  กองทัพไทยยึดได้เรือรบของพม่าทั้งหมด  และได้เครื่องศัตราวุธ รวมทั้งเสบียงอาหารอีกด้วยเป็นอันมาก


ปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก

            ครั้นถึงปีชวด พ.ศ. 2311  เมื่อย่างเข้าฤดูฝน  สงครามทางด้านพม่าสงบลง  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ให้เตรียมเรือรบ และกำลังพล  เพื่อจะขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลกให้ได้ในปีนั้น  ครั้นถึง เดือน 11 อันเป็นฤดูน้ำนอง  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จยกกำลังทางเรือขึ้นไปเมืองเหนือ  เมื่อเจ้าพิษณุโลกทราบข่าว จึงให้หลวงโกษา ชื่อยัง  คุมกำลังมาตั้งรับที่ตำบลบางเกยชัยซึ่งอยู่ในแขวงเมืองนครสวรรค์ อยู่เหนือปากน้ำโพขึ้นไปเล็กน้อย  เมื่อกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรียกไปถึง ก็ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ  ฝ่ายข้าศึกยิงปืนมาถูกพระชงฆ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี  กองทัพกรุงธนบุรีเห็นว่าจะรบพุ่งต่อไปไม่สำเร็จ ก็ถอยทัพกลับคืนมาพระนคร
ฝ่าย เจ้าพระยาพิษณุโลก  ครั้นทราบว่า กองทัพของตนทำให้ฝ่ายกรุงธนบุรีล่าถอยกลับไปก็ได้ใจเชื่อว่าฝ่ายตนชนะแล้ว  คงจะตั้งตัวเป็นใหญ่กว่าชุมนุมทั้งปวงได้  จึงตั้งพิธีราชาภิเษกตั้งตัวขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์  แต่พอราชาภิเษกแล้วได้ 7 วัน  ก็เกิดโรคฝีขึ้นในลำคอถึงพิราลัย พระอินทร์อากรผู้เป็นน้องชายจึงขึ้นครองเมืองแทน  แต่ไม่กล้าตั้งตัวเป็นเจ้า  ตั้งแต่นั้นมา ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลกก็อ่อนแอลง  เพราะผู้คนพลเมืองไม่นิยมนับถือพระอินทร์อากร  เหมือนเจ้าพิษณุโลก  เมื่อเหตุการณ์นี้ทราบไปถึงเจ้าพระฝาง  เจ้าพระฝางเห็นเป็นโอกาสที่จะขยายอำนาจของตน  จึงยกกองทัพมาตีเมืองพิษณุโลก  ตั้งล้อมเมืองอยู่ 2 เดือน  ชาวเมืองก็ลอบเปิดประตูเมือง ให้กองทัพเจ้าพระฝางเข้าเมือง  เจ้าพระฝางก็จับพระอินทร์อากรประหารชีวิต  แล้วกวาดต้อนผู้คนและเก็บทรัพย์สมบัติในเมืองพิษณุโลก  พากลับไปเมืองสวางคบุรี  บรรดาชาวเมืองพิษณุโลก และเมืองพิจิตร ที่หลบหนีการกวาดต้อนได้ ก็พากันอพยพครอบครัวมาพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นอันมาก


ปราบชุมนุมเจ้าพิมาย

            พระเจ้ากรุงธนบุรี เห็นว่าการรวมเมืองไทยนั้น  ควรจะปราบชุมนุมเล็ก ๆ ก่อน  ชุมนุมที่จะไปปราบครั้งนี้คือชุมนุมเจ้าพิมาย  พระองค์จึงให้พระมหามนตรี กับพระราชวรินทรยกกำลังไปตีด่านกระโทก  ซึ่งทางฝ่ายเจ้าพิมายให้พระยาวรวงศาธิราชเป็นผู้รักษาด่านอยู่  ส่วนพระองค์ยกไปตีด่านจอหอ  ซึ่งมีพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้รักษาด่าน  ทั้งสองทัพตีได้ด้านทั้งสองในเวลาใกล้เคียงกัน  กรมหมื่นเทพพิพิธเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ จึงเตรียมหนีไปกรุงศรีสัตนาคนหุต  แต่ถูกขุนชนะกรมการเมืองพิมายจับตัวไว้ได้เสียก่อน  แล้วนำตัวมาถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี  ในตอนแรกพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นว่าเป็นโอรสกษัตริย์คิดจะเลี้ยงไว้  แต่กรมหมื่นเทพพิพิธมีขัตติยมานะ ไม่ยอมอ่อนน้อมด้วย  พระองค์จึงให้ประหารเสีย  แล้วตั้งให้ขุนชนะเป็นพระยาคำแหงสงคราม  ครองเมืองนครราชสีมาต่อ
เมื่อเลิกทัพกลับกรุงธนบุรีแล้ว   พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงพระราชทานความดีความชอบแก่แม่ทัพนายกองทั้งหลาย ที่สำคัญตั้งพระราชวรินทร์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ และตั้งพระมหามนตรีเป็นพระยาอนุชิตราชา  ในตำแหน่งจางวางกรมตำรวจ ทั้ง 2 คน


 การรักษาขอบขัณฑสีมาด้านเขมร

            เมื่อต้น ปีฉลู พ.ศ. 2312  หลังจากได้พื้นที่ทางด้านตะวันออกได้บริบูรณ์  เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา  โดยปราบปรามชุมนุมเจ้าพิมายได้แล้ว  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็เตรียมกำลังเพื่อยกไปตีชุมนุมเจ้านคร  ขณะที่เตรียมการอยู่นั้น  ทางเมืองจันทบุรีได้มีใบบอกเข้ามาว่า  ญวนได้ยกกำลังทางเรือมาที่เมืองบันทายมาศ  เล่าลือกันว่าจะเข้ามาตีกรุงธนบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้เตรียมรักษาปากน้ำทั้ง 4 ทาง  และให้พระยาพิชัยนายทหารจีนซึ่งเป็นข้าหลวงเดิม เลื่อนขึ้นเป็นพระยาโกษาธิบดี  มีหน้าที่รักษาปากน้ำ  แต่ต่อมาได้ทราบความว่า  ที่ญวนยกมาครั้งนี้มิใช่มาตีเมืองไทย  แต่มาด้วยเหตุภายในของกัมพูชา  เนื่องจากนักองนนท์ (หรือนักองโนน)  ซึ่งเป็นพระรามราชาชิงราชสมบัติกับ นักองตนซึ่งเป็นสมเด็จพระนารายณ์ราชาเจ้ากรุงกัมพูชา  นักองตนไปขอกำลังญวนมาช่วย  นักองนนท์สู้ไม่ได้ จึงหนีมาพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี ขอให้ช่วยในฐานะที่เป็นข้าขอบขันฑสีมาเหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา
พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีศุภอักษรไปยังสมเด็จพระนารายณ์ราชาว่า  กรุงศรีอยุธยาได้เป็นปกติเช่นเดิมแล้ว ให้ทางกรุงกัมพูชา  ส่งต้นไม้ทองเงิน กับเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย ตามราชประเพณีดังแต่ก่อน  แต่สมเด็จพระนารายณ์ราชาตอบมาว่า  พระเจ้ากรุงธนบุรีมิใช่เชื้อพระวงศ์ของพระมหากษัตริย์  ซึ่งครองกรุงศรีอยุธยา  จึงไม่ยอมถวายต้นไม้ทองเงิน  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ขัดเคือง  จึงมีรับสั่งให้จัดกำลัง ยกไปเมืองเขมร โดยแบ่งออกเป็นสองกองทัพ  ให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ กับ พระยาอนุชิตราชา คุมกำลัง 2,000 คน  ยกไปจากเมืองนครราชสีมาลงทางช่องเสม็ดไปตีเมืองเสียมราฐทางหนึ่ง  ให้พระยาโกษาธิบดี คุมพล 2,000 ยกไปทางเมืองปราจีณบุรี  เพื่อไปตีเมืองพระตะบองอีกทางหนึ่ง  ทั้งสองเมืองนี้อยู่คนละฝั่งของทะเลสาบเขมร  และสามารถเดินทางต่อไปถึงกรุงกัมพูชาได้ทั้งสอง  การทำศึกครั้งนี้ จะเห็นว่ากำลังที่ยกไปไม่มาก  เมื่อฝ่ายไทยยึดเมืองทั้งสองได้แล้ว ก็จะดูทีท่าของสมเด็จพระนารายณ์ราชา ว่าจะยอมอ่อนน้อมหรือไม่ ถ้าไม่ยอมอ่อนน้อม ก็คงจะต้องรอกองทัพหลวง ที่พระเจ้ากรุงธนบุรีจะได้เสด็จยกตามลงไป ตีกรุงกัมพูชาในฤดูแล้ง  เนื่องจากเวลานั้น ไทยทำศึกอยู่สองด้าน  คือได้ส่งกำลังไปตีชุมนุมเจ้านครด้วย  ดังนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงต้องรอผลการปราบปรามชุมนุมเจ้านครอยู่ที่กรุงธนบุรี  ก่อนที่จะให้มีการปฏิบัติการขั้นต่อไป  เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่า  กองทัพเจ้าพระยาจักรีถอยกลับมาตั้งอยู่ที่เมืองไชยา  ทรงพระดำริเห็นว่าลำพังกองทัพ เจ้าพระยาจักรีคงจะตีเอาเมืองนครศรีธรรมราชไม่ได้  และโอกาสที่จะตีเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ในฤดูฝน  มีเวลาพอที่จะทำสงครามเสร็จในฤดูแล้ง  จากนั้นจะได้เสด็จไปกรุงกัมพูชาต่อไป ดังนั้น  เมื่อทราบว่าทางกองทัพที่ยกไปตีกรุงกัมพูชา ยึดได้เมืองเสียมราฐ  และพระตะบองได้แล้ว  พระองค์จึงเสด็จทางเรือ เมื่อเดือน 8 ปีฉลู  พร้อมกองทัพหลวง  จากกรุงธนบุรีลงไปตีเมืองนครศรีธรรมราช  และได้ทรงยับยั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชจนถึง เดือน 4 ปีฉลู

            ฝ่ายพระยาอภัยรณฤทธิ์  พระยาอนุชิตราชา  ได้ยกกำลังเข้าตีเมืองเสียมราฐได้เมื่อต้นฤดูฝน  สมเด็จพระนารายณ์ราชา  เจ้ากรุงกัมพูชาให้ออกญากลาโหม  คุมกองทัพยกมาเพื่อตีเมืองเสียมราฐกลับคืน  โดยยกกำลังมาทางน้ำมาตามทะเลสาบเขมร  พระยาทั้งสองของไทยก็ตีกองทัพเขมรแตกกลับไป  ออกญากลาโหมบาดเจ็บสาหัสในที่รบ  ครั้นแม่ทัพฝ่ายไทย คือพระยาทั้งสองได้รับท้องตราว่า  พระเจ้ากรุงธนบุรีจะเสด็จไปตีเมืองนครศรีธรรมราชในฤดูฝน  และเมื่อถึงฤดูแล้ง จะเสด็จยกทัพหลวงไปตีกรุงกัมพูชา  จึงได้ตั้งรอกองทัพหลวงอยู่ที่เมืองเสียมราฐ  ครั้นล่วงถึงฤดูแล้ง ยังไม่ได้ยินข่าวว่า กองทัพหลวงจะยกไปตามกำหนด ก็แคลงใจ  ด้วยไม่ทราบว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีติดมรสุมอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช  ทราบแต่เพียงว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีตีเมืองนครศรีธรรมราชได้ตั้งแต่เดือน 10  ครั้นเห็นเงียบหายไปนานหลายเดือน  ก็เกิดข่าวลือว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปสิ้นพระชนม์ที่เมืองนครศรีธรรมราช  เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงพระยาทั้งสองก็ตกใจ เกรงจะเกิดความไม่สงบขึ้นที่กรุงธนบุรี  จึงได้ปรึกษากัน แล้วตกลงให้ถอนกำลังกลับมาทางเมืองนครราชสีมา  ส่วนพระยาอนุชิตราชาได้ยกล่วงมาถึงเมืองลพบุรี  เมื่อทราบว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริง จึงหยุดกำลังรออยู่
ฝ่ายพระยาโกษาธิบดี  ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองพระตะบอง  เมื่อทราบว่ากองทัพไทยทางเมืองเสียมราฐถอนกำลังกลับไป  ก็เกรงว่าถ้าตนตั้งอยู่ที่พระตะบองต่อไป  เขมรจะรวบรวมกำลังมาเข้าโจมตีได้  จึงได้ถอนกำลังกลับมาทางเมืองปราจีนบุรี  แล้วมีใบบอกกล่าวโทษพระยาทั้งสองที่ได้ถอนทัพกลับมา
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีกลับมาถึงกรุงธนบุรี  ได้ทราบความตามใบบอกของพระยาโกษาธิบดี  จึงมีรับสั่งให้ข้าหลวง หาตัวพระยาอนุชิตราชามาถามความทั้งหมด  พระยาอนุชิตราชาก็กราบทูลไปตามความเป็นจริง  พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบความแล้ว ก็ตรัสสรรเสริญว่าเป็นการกระทำที่สมควรแล้ว  แล้วพระองค์จึงตรัสสั่งให้กองทัพไทยที่ยกไปตีเขมรทั้งหมด กลับคืนพระนคร  ให้ระงับการตีกรุงกัมพูชาไว้ก่อน


ปราบชุมนุมเจ้านคร

            การยกกำลังไปปราบปรามชุมนุมเจ้านครนั้น  เป็นเวลาเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์ทางเขมร  ดังที่กล่าวมาแล้ว  พระเจ้ากรุงธนบุรีจำเป็นต้องแบ่งกำลังออกไปปฏิบัติการสองทาง  แต่เนื่องจากพระองค์ได้เตรียมการไปปราบปรามชุมนุมเจ้านครไว้แล้ว  เหตุการณ์ทางเขมรเป็นเหตุการณ์ที่แทรกซ้อนขึ้นมา  แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในระดับหนึ่ง  เพื่อรักษาเกียรติภูมิของไทย  ที่กรุงกัมพูชาเคยเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของไทยมาก่อน แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  ดังนั้นในด้านเขมรจึงส่งกำลังไปเพียงเล็กน้อย  เพื่อยึดฐานปฏิบัติการขั้นต้นไว้ก่อน  คอยเวลาที่กำลังส่วนใหญ่ ที่เสร็จภารกิจการปราบปรามชุมนุมเจ้านครแล้ว มาดำเนินการขยายผลต่อไป
การดำเนินการชุมนุมเจ้านคร  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้เจ้าพระยาจักรี (แขก) เป็นแม่ทัพใหญ่ พระยายมราช  พระยาศรีพิพัฒน์  พระยาเพชรบุรี  เป็นนายกอง  คุมกำลังทางบกมีกำลังพล 5,000 คน  ยกไปตีเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อประมาณเดือน 4 ปีฉลู พ.ศ. 2312  เมื่อกองทัพยกไปถึงเมืองชุมพร  เมืองไชยา  ตามลำดับกรมการเมืองทั้งสอง ก็เข้ามาอ่อนน้อมแต่โดยดี  แต่เนื่องจากแม่ทัพนายกองที่ยกไปครั้งนั้น ไม่สามัคคีกัน  เมื่อกองทัพยกลงไปถึงแดนเมืองนครศรีธรรมราช  ข้ามแม่น้ำหลวง (แม่น้ำตาปี) ไปถึงท่าหมาก  แขวงอำเภอลำพูน  พบข้าศึกตั้งค่ายสกัดอยู่  กองทัพกรุงธนบุรีเข้าตีค่ายข้าศึกไม่พร้อมกัน จึงเสียทีข้าศึก  พระยาศรีพิฒน์ และพระยาเพชรบุรีตายในที่รบ  พระยาจักรีก็ถอยทัพกลับมาตั้งอยู่ที่เมืองไชยา  ส่วนพระยายมราชก็มีใบบอก กล่าวโทษพระยาจักรีว่า มิได้เป็นใจด้วยราชการ

            เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ  ก็ทรงพระดำริเห็นว่า  ลำพังกองทัพข้าราชเห็นจะตีเอาเมืองนครศรีธรรมราชไม่ได้  เมื่อทรงประมาณสถานการณ์แล้วเห็นว่า  ทางด้านเขมรกองทัพไทยตีได้เมืองเสียมราฐ และพระตะบองแล้ว  โอกาสที่จะตีเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ในฤดูฝน และจะทำศึกด้านนี้เสร็จทันในฤดูแล้ง  ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมในการไปตีกรุงกัมพูชา  ดังนั้นพระองค์จึงเสด็จโดยกระบวนเรือ  ออกจากกรุงธนบุรี เมื่อเดือน 8 ปีฉลู  พร้อมกองทัพหลวงมีกำลังพล 10,000 คน  ลงไปตีเมืองนครศรีธรรมราช  กระบวนทัพไปถูกพายุที่บางทะลุ  แขวงเมืองเพชรบุรี (บริเวณหาดเจ้าสำราญ  ปัจจุบัน)  ต้องหยุดซ่อมแซมเรือระยะหนึ่ง  จากนั้นจึงยกกำลังไปยังเมืองไชยา  แล้วจัดกำลังทางบก ให้พระยายมราชเป็นกองหน้า  ให้เจ้าพระยาจักรีกับพระยาพิชัยราชา  คุมกำลังทัพหลวงยกลงไปทางหนึ่ง  พระเจ้ากรุงธนบุรีคุมกำลังลงไปอีกทางหนึ่ง  กำหนดให้เข้าตีเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมกันทั้งสองทาง
ครั้งนั้น เจ้านครสำคัญว่ากองทัพกรุงธนบุรี ยกลงไปแต่ทางบกทางเดียวเช่นคราวก่อน  จึงไม่ได้เตรียมการต่อสู้ทางเรือ  กำลังทางเรือของพระเจ้ากรุงธนบุรียกไปถึงปากพญา  อันเป็นปากน้ำเมืองนครศรีธรรมราช  เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 6 ค่ำ เดือน 10  พอเจ้านครทราบก็ตกใจ  ให้อุปราชจันทร์นำกำลังไปตั้งค่ายต่อสู้ที่ท่าโพธิ  อันเป็นท่าขึ้นเมืองนครศรีธรรมราช  อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 เส้น  พระเจ้ากรุงธนบุรียกกำลังเข้าตีค่ายท่าโพธิแตก จับอุปราชจันทร์ได้  เจ้าเมืองนครเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็ไม่คิดต่อสู้ต่อไป  จึงทิ้งเมือง แล้วพาครอบครัวหนีไปเมืองสงขลา  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ได้เมืองนครศรีธรรมราช  ส่วนเจ้าพระยาจักรียกกำลังไปทางบก ไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช  หลังจากพระเจ้ากรุงธนบุรีตีเมืองได้ 8 วัน  จึงถูกภาคทัณฑ์โทษที่ไปไม่พ้นตามกำหนด  และให้เจ้าพระยาจักรีกับพระยาพิชัยราชา  คุมกำลังทางบก  ทางเรือ ไปตามจับเจ้านครเป็นการแก้ตัว  จากนั้นพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ยกกองทัพหลวงออกจากเมืองนครศรีธรรมราช  เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11  ตามลงไปยังเมืองสงขลา

            กองทัพเจ้าพระยาจักรีกับพระยาอภัยราชายกไปถึงเมืองสงขลา  ได้ทราบความว่าพระยาพัทลุงกับหลวงสงขลา  พาเจ้านครหนีลงไปทางใต้  ก็ยกกำลังไปถึงเมืองเทพา  อันเป็นเมืองขึ้นของสงขลาอยู่ต่อแดนเมืองมลายู  สืบทราบว่าเจ้านครหนีไปอาศัยพระยาปัตตานีศรีสุลต่านอยู่ที่เมืองปัตตานี  เจ้าพระยาจักรีจึงมีศุกอักษรไปยังพระยาปัตตานี ขอให้ส่งตัวเจ้านครมาให้  พระยาปัตตานีเกรงกลัว  จึงจับเจ้านครพร้อมสมัคพรรคพวกส่งมาให้ เจ้าพระยาจักรีนำกำลังมาเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เมืองสงขลา  เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีจัดการเมืองสงขลาและพัทลุงเรียบร้อยแล้ว  ก็เสด็จกลับมาเมืองนครศรีธรรมราช  มาถึงเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12  แต่เนื่อจากในห้วงเวลานั้นเป็นมรสุมแรงทะเลมีคลื่นใหญ่  และฝนตกชุกยังเดินทางไม่ได้  จึงยับยั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชจนถึง เดือน 4 ปีฉลู  สิ้นมรสุมแล้วจึงตั้งเจ้านราสุริยวงศ์ผู้เป็นหลานเธอ  ให้ครองเมืองนครศรีธรรมราช  แล้วให้เลิกทัพกลับพระนคร


ปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง

            ล่วงมาถึงปีขาล พ.ศ. 2313  มีข่าวมาถึงกรุงธนบุรีว่า  เมื่อเดือน 6 ปีขาล  เจ้าพระฝางให้ส่งกำลังลงมาลาดตระเวณถึงเมืองอุทัยธานี และเมืองชัยนาท  เป็นทำนองว่าจะคิดลงมาตีกรุงธนบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้เตรียมกองทัพ  จะยกไปตีเมืองเหนือในปีนั้น  ขณะนั้นพวกฮอลันดาจากเมืองยะกะตรา (จาร์กาตา)  ส่งปืนใหญ่มาถวาย และแขกเมืองตรังกานู ก็นำปืนคาบศิลาเข้ามาถวาย จำนวน 2,000 กระบอก  พอเหมาะแก่พระราชประสงค์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่จะใช้ทำศึกต่อไปในครั้งนี้
พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จโดยกระบวนทัพเรือ  ยกกำลังออกจากกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 8  ไปประชุมพล ณ ที่แห่งใดไม่ปรากฎหลักฐาน  จัดกำลังเป็น 3 ทัพ  ทัพที่ 1  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปโดยขบวนเรือมีกำลังพล 12,000 คน  ทัพที่ 2  พระยาอนุชิตราชา  ซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยายมราช ถือพล 5,000 คน  ยกไปทางบกข้างฟากตะวันออกของแม่น้ำแควใหญ่  กองทัพที่ 3  พระยาพิชัยราชา ถือพล 5,000 คน  ยกไปทางข้างฟากตะวันตก
ฝ่ายเจ้าพระยาฝาง  เมื่อทราบว่ากองทัพกรุงธนบุรียกกำลังขึ้นไปดังกล่าว  จึงให้หลวงโกษา  ยังคุมกำลังมาตั้งรับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก
กองทัพหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี  ยกขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลก เมื่อ วันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 9  พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้เข้าปล้นเมืองในค่ำวันนั้น ก็ได้เมืองพิษณุโลก  หลวงโกษา ยัง หนีไปเมืองเมืองสวางคบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้เมืองพิษณุโลกแล้ว  กองทัพที่ยกไปทางบกยังขึ้นไปไม่ถึงทั้งสองทัพ  ด้วยเป็นฤดูฝนหนทางลำบาก  พระองค์ประทับที่เมืองพิษณุโลกอยู่ 9 วัน  กองทัพพระยายมราชจึงเดินทางไปถึง  และต่อมาอีก 2 วัน  กองทัพพระยาพิชัยจึงยกมาถึง  เมื่อกำลังพร้อมแล้ว  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงให้กำลังทางบก รีบยกตามข้าศึกที่แตกหนีไปยังสวางคบุรี  พร้อมกันทั้งสองทาง  รับกำลังทางเรือให้คอยเวลาน้ำเหนือหลากลงมาก่อน  ด้วยทรงพระราชดำริว่า  ในเวลานั้นน้ำในแม่น้ำยังน้อย  หนทางต่อไปลำน้ำแคบ และตลิ่งสูง  ถ้าข้าศึกยกกำลังมาดักทางเรือจะเสียเปรียบข้าศึก  ทรงคาดการณ์ว่าน้ำจะหลากลงมาในไม่ช้า  และก็เป็นจริงตามนั้น  พระเจ้ากรุงธนบุรี  ก็เสด็จยกกำลังทางเรือขึ้นไปจากเมืองพิษณุโลก

            กองทัพพระยายมราชกับพระยาพิชัยราชา  เมื่อยกไปถึงเมืองสวางคบุรีแล้วก็ล้อมเมืองไว้  เจ้าพระฝางรักษาเมืองไว้ได้ 3 วัน  ก็นำกำลังยกออกจากเมือง ตีฝ่าวงล้อมหนีขึ้นไปทางเหนือ  ชุมนุมเจ้าพระฝางก็ตกอยู่ในอำนาจกรุงธนบุรี
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบชุมนุมเจ้าพระฝางได้แล้ว  ก็เท่ากับได้เมืองเหนือกลับมาทั้งหมด พระองค์ได้ประทับจัดการปกครองเมืองเหนืออยู่ตลอดฤดูน้ำ  เกลี้ยกล่อมราษฎรที่แตกฉานซ่านเซ็น ให้กลับมาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม  จัดการสำรวจไพร่พลในเมืองเหนือทั้งปวง  พบว่า เมืองพิษณุโลกมีพลเมือง15,000 คน  เมืองสวรรคโลก มี 7,000 คน  เมืองพิชัย รวมทั้งเมือง สวรรคบุรี มี 9,000 คน  เมืองสุโขทัย มี 5,000 คน  เมืองกำแพงเพชร  และเมืองนครสวรรค์ มีเมืองละ 3,000 คนเศษ  จากนั้นได้ทรงตั้งข้าราชการซึ่งมีบำเหน็จความชอบในการสงครามครั้งนั้นคือ
พระยายมราช ให้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช  อยู่สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก
พระยาพิชัยราชา  ให้เป็นเจ้าพระยาพิชัยราชา  สำเร็จราชการเมืองสวรรคโลก
พระยาสีหราชเดโชชัย  ให้เป็นพระยาพิชัย
พระยาท้ายน้ำ  ให้เป็นพระยาสุโขทัย
พระยาสุรบดินทร์  เมืองชัยนาท  ให้เป็นพระยากำแพงเพชร
พระยาอนุรักษ์ภูธร  ให้เป็นพระยานครสวรรค์
เจ้าพระยาจักรี (แขก) นั้นอ่อนแอในสงคราม  มีรับสั่งให้เอาออกเสียจากตำแหน่งสมุหนายก
พระยาอภัยรณฤทธิ์ ให้เป็นพระยายมราช  และให้บัญชาการกระทรวงมหาดไทยแทนสมุหนายกด้วย เมื่อจัดการหัวเมืองเหนือเสร็จแล้ว จึงเสด็จกลับกรุงธนบุรี

พม่าตีเมืองสวรรคโลก

            ในเวลานั้นพม่ายังปกครองเมืองเชียงใหม่อยู่  พระเจ้าอังวะตั้งอภัยคามณี  ซึ่งได้เลื่อนยศเป็นโปมะยุง่วน มาเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่  ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า  เมื่อกองทัพกรุงธนบุรียกขึ้นไปตีเมืองสวางคบุรี  พวกเจ้าพระฝางหนีไปพึ่งพม่าทางเชียงใหม่  โปมะยุง่วน เห็นเป็นโอกาสที่จะแผ่อาณาเขตต่อลงมาทางใต้  จึงยกกองทัพลงมาตีเมืองสวรรคโลก  เมื่อเดือน 3 ปีขาล พ.ศ. 2313  ขณะนั้น เจ้าพระยาพิชัยราชาเพิ่งไปอยู่เมืองสวรรคโลกยังไม่ถึง 3 เดือน  กำลังรี้พลยังน้อยอยู่ แต่เมืองสวรรคโลกมีป้อมปราการสร้างไว้แต่โบราณ ยังมั่นคงแข็งแรงดีอยู่  เจ้าพระยาพิชัยราชาจึงรักษาเมืองมั่นไว้ แล้วบอกหัวเมืองใกล้เคียง ขอกำลังมาช่วยรบพม่า  กองทัพเชียงใหม่ก็ตั้งล้อมเมืองไว้  ครั้นเจ้าพระยาสุรสีห์ พระยาพิชัย พระยาสุโขทัย  ยกกองทัพไปถึง จึงเข้าตีกระหนาบ  กองทัพพม่าก็แตกพ่ายกลับไปโดยง่าย


ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก

            ครั้งพม่ายกมาตีเมืองสวรรคโลกนั้น  พระเจ้ากรุงธนบุรีเพิ่งเสด็จยกทัพกลับจากเมืองเหนือไม่นาน  ครั้นได้ทราบความตามใบบอกว่า  โปมะยุง่วน เจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพลงมาทางใต้  ก็ทรงกังวลด้วยเมืองเหนือยังไม่เป็นปึกแผ่น  พระองค์จึงรวบรวมผู้คนเข้าเป็นกองทัพหลวง  เสด็จยกกองทัพกลับขึ้นไปเมืองเหนืออีก  ในเดือน 4 ปีขาล  เมื่อเสด็จไปถึงเมืองนครสวรรค์  จึงทราบว่าพวกเจ้าเมืองทางเหนือ ได้ยกกำลังมาช่วยเมืองสวรรคโลก  ตีกองทัพข้าศึกแตกกลับไปแล้ว

            พระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นเป็นโอกาสอันควร ที่จะยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่  พระองค์จึงยกกองทัพหลวงไปตั้งที่เมืองพิชัย  แล้วเรียกกองทัพหัวเมืองเข้ามาสมทบ  จากนั้นจึงยกกำลังขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อต้นปี เถาะ พ.ศ. 2314  ด้วยกำลังพล 15,000 คน  ให้เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นนายทัพหน้า  คุมพลพวกหัวเมืองยกขึ้นไปก่อน  พระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นจอมทัพยกทัพหลวงตามไป  เดินทัพไปทางเมืองสวรรคโลก เมืองเถิน เมืองลี้

            ครั้งนั้น เจ้าเมืองรายทาง  มีพระยาแพร่มังชัยเป็นต้น เข้ามาสวามิภักดิ์  ส่วนที่ไม่ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ก็ไม่ได้ต่อสู้  กองทัพกรุงธนบุรียกขึ้นไปถึงเมืองลำพูนโดยสดวก  โปมะยุง่วนไม่ได้จัดกำลังมาต่อสู้ระหว่างทาง เป็นแต่แต่งกองทัพ ออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง  พอกองทัพหน้าของเจ้าพระยาสุรสีห์ไปถึง ก็เข้าโจมตีค่ายข้าศึก แตกหนีกลับเข้าไปในเมือง  โปมะยุง่วนก็ให้กองทัพตั้งรักษาเมืองไว้อย่างมั่นคง

            กองทัพกรุงธนบุรีไปถึง ก็ให้เข้าล้อมเมืองไว้  แล้วเข้าตีเมืองครั้งหนึ่ง  รบกันอยู่เกือบครึ่งคืน ตั้งแต่ เวลา 3 นาฬิกาจนรุ่งสว่าง ไม่สามารถเข้าเมืองได ้ ต้องถอนกำลังกลับออกมา  พระเจ้ากรุงธนบุรีมีดำรัสว่า  เมืองเชียงใหม่มีป้อมปราการมั่นคงนัก  พระมหากษัตริย์ พระองค์ใดเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรกคงตีไม่ได้  ต้องตีครั้งที่ 2 จึงจะได้  ดังนั้น เมื่อพระองค์ประทับล้อมเมืองเชียงใหม่อยู่ 9 วัน จึงดำรัสสั่งให้ถอยทัพกลับลงมา

            ฝ่ายโปมะยุง่วน เห็นไทยถอย  จึงให้กองทัพออกติดตามตี จนกองหลังของกองทัพกรุงธนบุรีระส่ำระสาย มาจนถึงกองทัพหลวง  พระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นดังนั้น จึงเสด็จลงไปคุมกองหลัง  ทรงพระแสงดาบนำทหารเข้าต่อสู้ข้าศึกด้วยพระองค์เอง ทำให้ทหารพากันฮึกเหิม กลับเข้าต่อสู้ข้าศึกถึงตะลุมบอน  ข้าศึกต้านทานไม่ไหวก็ถอยหนีกลับไป  เมื่อกองทัพถอนกลับมาที่เมืองพิชัยแล้วเดินทางกลับกรุงธนบุรี


การได้เขมรมาอยู่ในขัณฑสีมา

            ฝ่ายกรุงกัมพูชา สมเด็จพระนารายณ์ราชา เมื่อได้ข่าวว่าพม่ายกกองทัพลงมาทางเมืองเหนือ เห็นเป็นโอกาสที่จะซ้ำเติมไทย  จึงให้นักพระโสทศเจ้าเมืองเปียม  ยกกองทัพมาตีเมืองตราด และเมืองจันทบุรี เมื่อปลายปีขาล  ซึ่งในห้วงนั้น  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่  กองทัพเมืองจันทรบุรีตีกองทัพเขมรแตกกลับไป
พอเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับจากการทัพเชียงใหม่ ทรงทราบพฤติกรรมซ้ำเติมไทยของเขมรครั้งนี้ ก็ทรงขัดเคือง  ครั้นพักรี้พลพอสมควรแล้ว  พอถึงปลายฤดูฝน ก็ทรงให้เตรียมทัพไปตีกรุงกัมพูชา  ทรงตั้งพระยายมราชซึ่งรั้งตำแหน่งสมุหนายก  เป็นเจ้าพระยาจักรี  แทนเจ้าพระยาจักรีแขก  ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมครั้งไปสงครามเมืองเหนือ  และตั้งพระยาราชวังสัน บุตรเจ้าพระยาจักรีแขก เป็นพระยายมราช  แล้วดำรัสสั่งให้เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพบกคุมกำลัง  10,000 คน  ยกไปทางเมืองปราจีนบุรี  และได้พาพระรามราชาไปในทางกองทัพด้วย  เพื่อจะได้ให้เกลี้ยกล่อมพวกเขมรด้วยกัน  ให้กองทัพบกเข้าตีเมืองพระตะบอง  เมืองโพธิสัตว์  เข้าไปจนถึงเมืองบันทายเพชร ซึ่งเป็นราชธานีของกรุงกัมพูชา  ส่วนกำลังทางเรือมีจำนวนเรือรบ 100 ลำ  เรือทะเล  100 ลำ  กำลังพล 15,000 คน  ให้พระยาโกษาธิบดีเป็นกองหน้า  พระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นจอมพลในกองหลวง  ยกออกจากกรุงธนบุรี เมื่อวันแรม เดือน 11 ไปประทับที่ปากน้ำเมืองจันทบุรี  แล้วให้พระยาโกษาธิบดีกองหน้ายกกำลังไปตีเมืองกำพงโสมก่อน  ต่อมาอีก 6 วัน  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยกกองทัพหลวงตามลงไป

            พระองค์เสด็จถึงปากน้ำเมืองบันทายมาศ  เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ให้เกลี้ยกล่อม พระยาราชาเศรษฐี เจ้าเมืองบันทายมาศ ให้มาอ่อนน้อม  แต่พระยาราชาเศรษฐีไม่ยอมมาอ่อนน้อม  จึงมีรับสั่งให้เข้าตีเมืองบันทายมาศ  และตีได้เมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 11  พระยาราชาเศรษฐีลงเรือ หนีออกทะเลไปได้  เมื่อได้เมืองบันทายมาศแล้ว ก็ให้กระบวนทัพเรือ เข้าคลองขุดไปยังเมืองพนมเปญ
ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี ยกกำลังทางบกตีได้เมืองพระตะบอง  เมืองโพธิสัตว์ และเมืองบริบูรณ์ได้โดยลำดับ  ยังแต่จะถึงเมืองบันทายเพชร  สมเด็จพระนารายณ์ราชาเห็นว่าจะสู้ไม่ได้  จึงทิ้งเมืองบันทายเพชร อพยพครอบครัว หนีไปเมืองบาพนม  เมื่อเจ้าพระยาจักรีได้เมืองบันทายเพชรแล้ว ก็ลงไปเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เมืองพนมเปญ  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่ง ให้เจ้าพระยาจักรียกกำลังตามไปยังเมืองบาพนม  แล้วพระองค์จึงเสด็จยกทัพหลวงตามไป  เมื่อได้ความว่า สมเด็จพระนารายณ์ราชา หนีต่อไปยังเมืองญวนแล้ว  จึงเสด็จกลับมาที่เมืองพนมเปญ  เจ้าพระยาจักรีเมื่อยกกำลังไปถึงเมืองบาพนมแล้วไม่มีการต่อสู้  เมื่อจัดการบ้านเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เมืองพนมเปญ
ฝ่ายพระยาโกษาธิบดีตีได้เมืองกำพงโสมแล้ว  เตรียมการจะเข้าตีเมืองกำปอดต่อไป  แต่พระยาปังกลิมา  เจ้าเมืองกำปอดมายอมอ่อนน้อมก่อน  จึงได้พามาเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่เมืองพนมเปญ  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมอบกรุงกัมพูชา ให้พระรามราชาปกครอง  แล้วเลิกทัพกลับในเดือนอ้าย ปีเถาะ พ.ศ. 2314
เมื่อกองทัพกรุงธนบุรีถอนกำลังกลับแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ราชา ก็ขอกำลังญวน มาป้องกันตัว แล้วกลับมาอยู่ที่แพรกปรักปรัด  ไม่กล้าเข้าไปอยู่ที่เมืองบันทายเพชรอย่างเดิม  ฝ่ายพระรามราชาก็ตั้งอยู่ที่เมืองกำปอด  เมืองกัมพูชาจึงแยกออกเป็นสองฝ่าย  ฝ่ายใต้ขึ้นอยู่กับสมเด็จพระนารายณ์ราชา  ฝ่ายเหนือขึ้นกับพระรามราชา  ต่อมาเมื่อญวนเกิดกบฏไกเซิน ราชวงศ์ญวนพ่ายแพ้พวกกบฏ  สมเด็จพระนารายณ์ราชาขาดญวนมาสนับสนุน  จึงได้ขอปรองดองกับพระรามราชา  โดยให้พระรามราชาครองกรุงกัมพูชา  ส่วนพระนารายณ์ราชาขออยู่ในฐานะรองลงมา  พระรามราชาจึงบอกเข้ามายังกรุงธนบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้อภิเษกนักองนนท์ เป็นสมเด็จพระรามราชา เจ้ากรุงกัมพูชา ทรงตั้งนักองตนซึ่งเป็นสมเด็จพระนารายณ์ ให้เป็นที่มหาอุปโยราช  และให้นักองธรรมเป็นที่มหาอุปราช  ตั้งแต่นั้นมา กรุงกัมพูชาก็เป็นประเทศราช ขึ้นต่อกรุงธนบุรี  เช่นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา


พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1

            เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2314  ในแว่นแคว้นกรุงศรีสัตนาคนหุต เจ้าสุริยวงศ์  เจ้าเมืองหลวงพระบางเกิดวิวาทกับ เจ้าบุญสาร เจ้าเมืองเวียงจันทน์  เจ้าสุริยวงศ์ยกกำลังไปตีเมืองเวียงจันทน์  เจ้าบุญสารเกรงว่าจะสู้ไม่ได้ จึงขอให้ พระเจ้าอังวะส่งกำลังมาช่วย  ขณะนั้นทางอังวะเสร็จศึกจีนแล้ว  พระเจ้ามังระเจ้ากรุงอังวะจึงส่งกำลัง 5,000 คน  มีโปสุพลาเป็นแม่ทัพ  ยกมาช่วยเมืองเวียงจันทน์  เจ้าสุริยวงศ์ทราบเรื่อง จึงต้องถอยกำลังมารักษาเมืองหลวงพระบาง  เพราะอยู่บนเส้นทางที่กองทัพพม่าจะยกไปเวียงจันทน์  โปสุพลาเข้าตีเมืองหลวงพระบางได้แล้ว ก็ไปตั้งอยู่ที่เมืองเชียงใหม่  เพื่อคอยป้องกันไทยยกกำลังขึ้นไป  เมื่อกองทัพยกผ่านเมืองน่าน  จึงแบ่งกำลังให้ชิกชิงโบ  นายทัพหน้ายกเข้ามายึดได้เมืองลับแล  แล้วเลยไปตีเมืองพิชัยเมื่อฤดูแล้ง ปลายปีมะโรง พ.ศ. 2315  พระยาพิชัยรักษาเมืองไว้มั่น  และขอกำลังจากเมืองพิษณุโลกไปช่วย  กองทัพเมืองพิษณุโลกไปถึงก็เข้าตีค่ายพม่า  พระยาพิชัยก็ยกกำลังออกตีกระหนาบ  ได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน  ฝ่ายพม่าสู้ไม่ได้ก็แตกหนีไป


พม่าตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 2


            เมื่อต้นปีมะเส็ง พ.ศ. 2316  พวกเมืองเวียงจันทน์เกิดวิวาทกันเอง  พวกหนึ่งจึงไปขอกำลังจากโปสุพลาที่เชียงใหม่ไปช่วย  โปสุพลายกกำลังไประงับเหตุเสร็จสิ้นแล้ว ได้ค้างฤดูฝนอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  แล้วบังคับให้เจ้าบุญสารส่งบุตรธิดา กับเสนาบดีผู้ใหญ่ไปเป็นตัวจำนำอยู่ที่เมืองอังวะ  เมื่อสิ้นฤดูฝนโปสุพลาก็ยกกองทัพกลับจากเมืองเวียงจันทน์ เลยถือโอกาสมาตีเมืองพิชัย  เพื่อทดสอบกำลังของฝ่ายไทย หรือมิฉะนั้นก็เป็นการแก้มือที่แพ้ไทยไปครั้งก่อน

            ครั้งนี้ เจ้าพระยาสุรสีห์ และพระยาพิชัย คอยระมัดระวังติดตามการเคลื่อนไหวของข้าศึกอยู่ก่อนแล้ว  จึงได้วางแผนการรบ โดยยกกำลังไปตั้งซุ่มสกัดข้าศึก ณ ชัยภูมิบนเส้นทางเดินทัพของข้าศึก  ฝ่ายไทยก็ตีทัพโปสุพลาแตกกลับไป เมื่อวันแรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316  การรบครั้งนี้ เมื่อเข้ารบประชิดพระยาพิชัยถือดาบสองมือ  นำกำลังเข้าประจัญบาญกับข้าศึกอย่างองอาจกล้าหาญ จนดาบหัก  กิตติศัพท์ครั้งนี้เป็นที่เลื่องลือ จึงได้ชื่อว่า พระยาพิชัยดาบหัก ตั้งแต่นั้นมา


ไทยตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2

            พระเจ้ามังระเสร็จศึกกับจีนเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2314  และทราบว่าพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่  เกรงว่าไทยจะแข็งแกร่งขึ้น  จึงคิดมาตีเมืองไทยให้ราบคาบอีกครั้งหนึ่ง  การดำเนินสงครามก็ใช้วิธีที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วคือ  ยกกำลังลงมาจากเชียงใหม่ทางหนึ่ง  อีกทางหนึ่งยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์  กำลังทั้งสองส่วนนี้จะยกมาบรรจบกันที่กรุงธนบุรี  ดังนั้นจึงส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาให้โปสุพลา  แล้วให้โปสุพลาเป็นแม่ทัพ ยกลงมาจากเชียงใหม่  ส่วนกำลังที่จะยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์นั้น  พระเจ้าอังวะให้ปะกันหวุ่น  ซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ  ตำแหน่งเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองมอญฝ่ายได้เป็นแม่ทัพ

            ปะกันหวุ่นได้เตรียมการตั้งแต่ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316  โดยให้เกณฑ์มอญตามหัวเมืองที่ต่อแดนไทย 3,000 คน  มอบภารกิจให้แพกิจาคุมกำลัง 500 คน  มาทำทางที่จะยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์  วางแผนตั้งยุ้งฉางไว้ตามเส้นทาง ตั้งแต่เชิงเขาบันทัดด้านแดนพม่า  มาจนถึงตำบลสามสบ  ท่าดินแดงในแดนไทย

            ครั้งนั้นมีพระยามอญเป็นหัวหน้า 4 คน  คือพระยาเจ่ง  เจ้าเมืองเตริน  เป็นหัวหน้ามาทำทางอยู่ในป่าเมืองเมาะตะมะ  พม่าได้ทำทารุณกรรมพวกมอญด้วยประการต่าง ๆ  พวกมอญโกรธแค้นจึงคบคิดกัน จับแพกิจากับทหารพม่าฆ่าเสีย  แล้วรวมกำลังกันยกกลับไป มีพวกมอญมาเข้าด้วยเป็นอันมาก  เมื่อเห็นเป็นโอกาส จึงยกไปตีเมืองเมาะตะมะได้  แล้วขยายผลยกขึ้นไปตีเมืองสะโตง และเมืองหงสาวดี ได้ทั้งสองเมือง  แล้วขยายผลต่อไปโดยเข้าตีเมืองย่างกุ้ง รบพุ่งติดพันกับพม่าอยู่

            พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว  ทรงเห็นว่าพม่าจะต้องปราบปรามมอญอยู่นาน  เป็นโอกาสที่ไทยจะชิงตีเมืองเชียงใหม่ ตัดกำลังพม่าเสียทางหนึ่งก่อน  จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์กำลังหัวเมืองฝ่ายเหนือมีจำนวน 20,000 คน  ไปรวมพลรออยู่ที่บ้านระแหงแขวงเมืองตาก  แล้วให้เกณฑ์คนในกรุงธนบุรี  และหัวเมืองชั้นในเป็นกองทัพหลวงมีจำนวน 15,000 คน  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จโดยกระบวนเรือ  ออกจากพระนคร เมื่อวันอังคาร แรม 11 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย พ.ศ. 2317  ขึ้นไปทางเมืองกำแพงเพชร  แล้วให้ประชุมทัพที่บ้านระแหง ตรงที่ตั้งเมืองตากปัจจุบันนี้

            ในขณะที่ฝ่ายไทยประชุมทัพอยู่ที่เมืองตากนั้น  ก็ได้ข่าวมาว่า พระเจ้าอังวะให้อะแซหวุ่นกี้ ยกกำลังไปปราบพวกมอญ ที่ขึ้นไปตีเมืองย่างกุ้งเป็นผลสำเร็จ  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชดำริว่า โอกาสที่จะตีเมืองเชียงใหม่เหลือน้อยแล้ว  พม่าคงติดตามมอญมาเมืองเมาะตะมะ  และเมื่อพวกมอญหนีเข้ามาอาศัยเมืองไทย เช่นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา  พม่าก็จะยกกำลังติดตามมา  ถ้าตีเชียงใหม่ได้ช้าหรือไม่สำเร็จ  ก็อาจถูกพม่ายกเข้ามาตีตัดด้านหลัง  ทั้งทางด้านเมืองกาญจนบุรี และด้านเมืองตาก  เมื่อพระองค์ได้ทรงปรึกษากับแม่ทัพนายกองแล้วเห็นว่า มีเวลาพอจะตีเมืองเชียงใหม่ได้  นับว่าเป็นการเสี่ยงที่ใคร่ครวญแล้ว  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีดำรัสให้เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพใหญ่  คุมกองทัพหัวเมืองเหนือ ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่กับเจ้าพระยาสุรสีห์  ส่วนกองทัพหลวงตั้งรอฟังข่าวทางเมืองเมาะตะมะอยู่ที่เมืองตาก  เพื่อคอยแก้สถานการณ์  กองทัพเจ้าพระจักรีกับเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกกำลังขึ้นไปทางเมืองนครลำปาง

            ฝ่ายโปสุพลาจึงให้โปมะยุง่วนอยู่รักษาเมืองเชียงใหม่  แล้วจัดกองทัพให้พระยาจ่าบ้านกับพระยากาวิละคุมกำลังชาวเมือง 1,000 คน  เป็นกองหน้า โปสุพลายกกำลัง 9,000 คน  ยกตามมาหมายจะไปตั้งต่อสู้ที่เมืองนครลำปาง พระยาจ่าบ้านกับพระยากาวิละเป็นไทยชาวลานนา  รู้ว่าไทยข้างเมืองใต้พอเป็นที่พึ่งได้  ก็พาพวกกองหน้ามาสามิภักดิ์ต่อเจ้าพระยาจักรี  เจ้าพระยาจักรีจึงให้ทั้งสองพระยาถือน้ำกระทำสัตย์  แล้วจึงให้นำทัพไทยยกขึ้นไปเชียงใหม่  เมื่อโปสุพลาทราบเรื่อง จึงรีบถอยกำลังกลับไปรักษาเมืองเชียงใหม่  ให้วางกำลังตั้งค่ายสกัดทาง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำพิงเก่าข้างเหนือเมืองลำพูนกองหนึ่ง  ส่วนโปสุพลากับโปมะยุง่วนไปเตรียมต่อสู้ที่เมืองเชียงใหม่

            ขณะเมื่อเจ้าพระยาจักรีได้เมืองลำปางนั้น  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่ามอญเสียที แตกหนีพม่าลงมาเมืองร่างกุ้ง  อะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพติดตามลงมา  พวกมอญกำลังอพยพครอบครัวหนีเข้ามาอยู่เมืองไทยเป็นอันมาก  พระองค์จึงดำรัสสั่งลงมาทางกรุงธนบุรี ให้พระยายมราชแขก  คุมกองทัพออกไปตั้งกักด่านที่ตำบลท่าดินแดง  แขวงเมืองท่าขนุน ในลำน้ำไทรโยค  คอยรับครัวมอญ ที่จะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์  ให้พระยากำแหงวิชิต  คุมกำลัง 2,000 คน  ตั้งอยู่ที่บ้านระแหง คอยรับครัวมอญที่จะเข้ามาทางด่านเมืองตาก  แล้วพระองค์เสด็จยกทัพหลวง ออกจากบ้านระแหง เมื่อวันศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเมีย พ.ศ. 2317  ตามกองทัพเจ้าพระยาจักรีขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่

            กองทัพเจ้าพระยาจักรี ยกขึ้นไปจากเมืองนครลำปางถึงเมืองลำพูน  พบกองทัพพม่าตั้งค่ายสกัดอยู่ที่ริมน้ำพิงเก่า  ก็ให้เข้าโจมตีค่ายพม่า  ได้รบพุ่งติดพันกันอยู่หลายวัน  กองทัพหลวงพระเจ้ากรุงธนบุรียกไปถึงเมืองลำพูน  เมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ แล้วตั้งทัพอยู่ที่เมืองลำพูน  เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ และเจ้าพระยาสวรรค์โลก  ระดมตีค่ายพม่าแตกกลับไปเมืองเชียงใหม่  แล้วก็ไล่ติดตามไปล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้  โดยให้ตั้งค่ายล้อมเมืองเชียงใหม่จำนวน 34 ค่าย  ชักปีกกาตลอดถึงกัน 3 ด้าน  คือด้านตะวันออก  ด้านใต้  และด้านตะวันตก  คงเหลือแต่ด้านเหนือ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้าพระยาสวรรค์โลก ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีรับสั่งให้ขุดคู วางขวากและวางปืนจุกช่องเตรียมไว้ทุกค่าย  แล้วให้ขุดคูทางเดินเข้าไปประชิดตัวเมือง  สำหรับให้คนเดินบังทางปืนเข้าไป  ถ้าหากว่าข้าศึกยกออกมาตี ก็ให้ไล่คลุกคลีติดพันตามเข้าเมืองไป

            โปสุพลา โปมะยุง่วน  เห็นฝ่ายไทยตั้งค่ายล้อมเมืองดังกล่าว  จึงคุมกำลังออกมาตั้งค่ายประชิด แล้วยกกำลังเข้าปล้นค่ายไทยหลายครั้ง  แต่ถูกฝ่ายไทยตีโต้ถอยกลับเข้าเมืองไปทุกครั้ง  สุดท้ายจึงได้แต่รักษาเมืองมั่นไว้  ขณะนั้นพวกชาวเมืองเชียงใหม่ ที่หลบหนีพม่าไปซุ่มอยู่ในป่าเขา  เห็นฝ่ายไทยไปตั้งค่ายล้อมพม่าอยู่ ก็พากันออกมาเข้ากับกองทัพไทยเป็นอันมาก พวกที่อยู่ในเมือง ก็พากันหลบหนีเล็ดลอดออกมาเข้ากับฝ่ายไทยอยู่ไม่ขาดสาย  จนได้ครอบครัวชาวเชียงใหม่ ที่มาเข้ากับกองทัพไทยมีจำนวนกว่า 5,000 คน

            ขณะนั้น เหตุการณ์ข้างเหนือกับข้างใต้ ได้เกิดกระชั้นกันเข้าทุกขณะ  กล่าวคือมีข่าวว่า พม่ายกกำลังตามครัวมอญ  เข้ามาทางด่านบ้านนาเกาะดอนเหล็ก  แขวงเมืองตากมีกำลังประมาณ 2,000 คน พระเจ้ากรุงธนบุรี  จึงดำรัสสั่งให้เจ้ารามลักษณ์ หลานเธอแบ่งพลจากกองทัพหลวง 1,800 คน  ยกลงมาทางบ้านจอมทองเพื่อรับมือกับข้าศึกที่ยกเข้ามาทางด้านนี้  แต่ต่อมาเมื่อทรงทราบว่ากำลังพม่ามีปฏิบัติการไม่เข้มแข็ง  จึงทรงให้ยกเลิกภารกิจนี้  แล้วดำรัสให้มีตราถึงพระยากำแหงวิชิต  ให้แบ่งกำลังที่เมืองตากออกไปตั้งรักษาด่านบ้านนาเกาะเหล็ก  คอยรับครัวมอญที่จะตามเข้ามาทีหลังต่อไป

            พระเจ้ากรุงธนบุรีได้เสด็จยกกองทัพหลวง จากเมืองลำพูนขึ้นไปเชียงใหม่  เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ตั้งค่ายหลวงประทับที่ริมน้ำใกล้เมืองเชียงใหม่  ในวันนั้น เจ้าพระยาจักรียกกำลังเข้าตีข้าค่ายพม่า ซึ่งออกมาตั้งรับอยู่นอกเมือง  ข้างด้านใต้กับด้านตะวันตก ได้หมดทุกค่าย  เจ้าพระยาสุรสีห์ก็ยกกำลังเข้าตีค่ายพม่า ที่ออกมาตั้งรับตรงปากประตูท่าแพด้านตะวันออก ได้ทั้ง 3 ค่าย  และในค่ำวันนั้นเอง  โปสุพลากับโปมะยุง่วนก็ทิ้งเมืองเชียงใหม่  อพยพผู้คนหนีออกไปทางประตูช้างเผือกข้างด้านเหนือ  ฝ่ายไทยยกกำลังออกไล่ติดตาม  และชิงครอบครัวพลเมืองกลับคืนมาได้เป็นจำนวนมาก  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้เสด็จโดยขบวนพยุหยาตรา เข้าเหยียบเมืองเชียงใหม่ในวันรุ่งขึ้น  ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่  ทรงตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่  ให้พระยากาวิละเป็นพระยานครลำปางให้พระยาลำพูนเป็นพระยาวัยวงศา  ครองเมืองลำพูนตามเดิม

            การตีได้เมืองเชียงใหม่ครั้งนี้  ฝ่ายไทยยึดได้พาหนะและเครื่องศัตราวุธของข้าศึกเป็นอันมาก มีปืนใหญ่น้อยรวม 2,110 กระบอก กับม้า 200 ตัว เป็นต้น  ต่อมาอีกสองวันได้มีใบบอกเมืองตากว่า มีกองทัพพม่ายกตามครัวมอญล่วงแดนเข้ามา  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรี คุมกองทัพอยู่จัดการเมืองเชียงใหม่ให้เรียบร้อย  ส่วนพระองค์ก็เสด็จยกกองทัพหลวงลงมายังเมืองตาก เมื่อวันศุกร์ แรม 4 ค่ำ เดือนยี่  ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีก็ให้พวกท้าวพระยา ออกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมผู้คนพลเมืองที่หนีภัย ไปหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขา ให้กลับคืนถิ่นที่อยู่ตามเดิม  ครั้งนั้น เจ้าฟ้าเมืองน่านได้เข้ามาสามิภักดิ์ เป็นข้าขอบขัณฑสีมาอีกเมืองหนึ่ง  จึงได้เมืองเชียงใหม่  เมืองลำพูน  เมืองนครลำปาง  เมืองน่าน และเมืองแพร่  กลับมาอยู่ในพระราชอาณาเขตไทย  นับตั้งแต่ ปีมะเมีย พ.ศ. 2317  เป็นต้นมาตราบจนทุกวันนี้

การรบพม่าที่บางแก้ว

            พระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จยกทัพหลวงกลับลงมาจากเชียงใหม่ถึงเมืองตาก เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 พอดีกองทัพพม่าที่ยกตามครัวมอญมาทางด่านแม่ละเมา  ใกล้จะยกมาถึงเมืองตาก  จึงมีรับสั่งให้หลวงมหาเทพ กับจมื่นไวยวรนาถ  คุมกำลัง 2,000 คน  ยกไปตีทัพพม่า  และได้ปะทะกันในวันนั้น  พอตกค่ำฝ่ายพม่าก็ถอยหนีไป  จึงมีรับสั่งให้ยกกำลังสวนทางที่พม่าถอยหนีไปนั้น  ให้พระยากำแหงวิชิตรีบยกกำลังออกไปก้าวสกัดตัดหลังกองทัพพม่า  เพื่อตัดรอนกำลังส่วนนี้ให้หมดสภาพไป  เมื่อทรงทราบว่า กองทัพพระยากำแหงวิชิต ตีทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา ให้ถอยหนีกลับไปโดยสิ้นเชิงแล้ว  พอกรุงธนบุรีมีใบบอกขึ้นไปว่า  มีครัวมอญเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เป็นอันมาก  ก็ทรงประมาณสถานการณ์ได้ว่า  คงมีกองทัพพม่า ติดตามครัวมอญเข้ามาทางนั้นอีก  ก็เสด็จยกกองทัพหลวงโดยชลมารค ลงมาจากบ้านระแหง เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 3  รีบมาทั้งกลางวันกลางคืน  สิ้นเวลา 5 วันก็ถึงกรุงธนบุรี  เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง พวกครัวมอญได้อพยพมาถึงกรุงธนบุรี ก่อนหน้านั้นแล้ว  พระยามอญที่เป็นหัวหน้ามี 4 คน คือ พระยาเจ่ง  พระยากลางเมือง  ตละเซี่ยง และตละเกล็บ  พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้ครัวมอญ  ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี  และที่สามโคก แขวงเมืองปทุมธานี  และสำรวจได้ชายฉกรรจ์ที่เข้ามาครั้งนั้น จำนวน 3,000 คนเศษ  แล้วทรงตั้งพระยาบำเรอภักดิ์ครั้งกรุงเก่า มีเชื้อสายมอญ ให้เป็นที่พระยารามัญวงศ์ มียศเสมอจตุสดมภ์  เป็นหัวหน้าควบคุมกองมอญทั่วไป  ส่วนพระยามอญ และพวกหัวหน้า ก็ทรงตั้งให้มียศศักดิ์เป็นข้าราชการทุกคน
ทางด้านพม่า  อะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพตามพวกมอญมาถึงเมืองเมาะตะมะ  เมื่อเดือนอ้าย ปีมะเมีย พ.ศ. 2317  แล้วให้งุยอคงหวุ่น คุมกำลังพล 5,000 คน  ยกกำลังตามครัวมอญมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ด้วยเห็นว่า เมื่อครั้งเป็นที่ฉับกุงโบ  เคยรบชนะไทยครั้งที่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา  ครั้งยกมาถึงท่าดินแดงเห็นไทยตั้งค่ายอยู่  ก็เข้าตีค่ายไทย  กองทัพของพระยายมราชมีกำลังน้อยกว่า ก็แตกถอยหนีมาอยู่ที่ปากแพรก  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้รีบเกณฑ์กองทัพในกรุงธนบุรี  ให้พระองค์เจ้าจุ้ยลูกเธอ กับพระยาธิเบศร์บดีจางวางมหาดเล็ก  นำกำลังพล 3,000 คน  ออกไปตั้งรักษาเมืองราชบุรี  แล้วให้เจ้ารามลักษณ์หลานเธอนำกำลังพล 1,000 คน ยกขึ้นไปหนุน  และให้มีตราขึ้นไปยังกองทัพหัวเมืองเหนือ ให้ยกลงมาด้วย  แล้วมีรับสั่งให้เรือเร็ว ขึ้นไปเร่งกองทัพกรุงธนบุรี ที่กำลังเดินทางกลับจากเมืองเหนือ ให้รีบเดินทางกลับมาโดยเร็ว  เนื่องจากยังไม่รู้ว่า กองทัพพม่าจะยกกำลังเข้ามามากน้อยเพียงใด

            ครั้นถึงวันจันทร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 3 พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่า  กองทัพกรุง ฯ จะลงมาถึงในวันนี้  จึงเสด็จลงประทับอยู่ที่ตำหนักแพ  แล้วให้ตำรวจลงเรือเร็วขึ้นไปคอยสั่งกองทัพ ให้เลยออกไปเมืองราชบุรีทีเดียว  อย่าให้ผู้ใดแวะบ้านเป็นอันขาด  เรือในกองทัพเมื่อมาถึง  ได้ทราบกระแสรับสั่ง ก็เลยมาหน้าตำหนักแพ  ถวายบังคมลา แล้วเลี้ยวเข้าคลองบางกอกใหญ่ไปทุกลำ มีพระเทพโยธาคนเดียวที่แวะเข้าที่บ้าน  เมื่อทรงทราบก็ทรงพิโรธ  และได้ทรงประหารชีวิตพระเทพโยธาด้วยพระหัตถ์  พวกกองทัพทั้งปวงก็เกรงพระราชอาชญา  พากันรีบยกกำลังออกไปเมืองราชบุรีตามรับสั่ง
การที่พม่ายกกำลังเข้ามาครั้งนี้  อะแซหวุ่นกี้ประสงค์จะให้ตามมานำครัวมอญกลับไป  แต่งุยอคงหวุ่นถือตัวว่าเคยชนะไทยมาก่อน  ดังนั้น เมื่อตีกองทัพพระยายมราชแขกแตก ถอยลงมาทางท่าดินแดงแล้ว  ก็ยกกำลังเข้ามาถึงปากแพรก  พระยายมราชก็ถอยร่นมาตั้งอยู่ที่ดงรังหนองขาว  งุยอคงหวุ่นจึงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ให้มองจายิด คุมกำลัง 2,000 คน  ตั้งค่ายอยู่ที่ปากแพรก เที่ยวปล้นทรัพย์จับผู้คนในแขวงเมืองกาญจนบุรี เมืองสุพรรณบุรีและเมืองนครชัยศรี  ตัวงูยอคงหวุ่นเองมีกำลัง 3,000 คน  ยกลงมาทางฝั่งตะวันตก  เพื่อไปปฏิบัติการในแขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม และเมืองเพชรบุรี  ครั้นยกกำลังมาถึงบางแก้ว  ทราบว่ามีกำลังของฝ่ายไทย ยกออกไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี  จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงที่บางแก้ว 3 ค่าย  ชัยภูมิที่ตั้งค่ายนี้เป็นที่ดอน อยู่ชายป่าด้านตะวันตก  ไม่ได้ลงมาตั้งทางริมแม่น้ำ เช่นที่บ้านลุกแก หรือตอกละออม  เช่นที่พม่าเคยมาตั้งครั้งตีกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ เพื่อให้สะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้  และยังป้องกันตัวจากฝ่ายไทยได้ดีกว่า  นอกจากนั้น ก็ยังสามารถตั้งอยู่ได้จนถึงฤดูฝน
ฝ่ายไทย พระองค์เจ้าจุ้ยตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี  เมื่อทราบว่าพม่าตั้งค่ายอยู่ที่บางแก้ว  ด้วยกำลังพล 3,000 คน จึงยกกำลังไปตั้งที่ตำบลโคกกระต่าย ในทุ่งธรรมเสน  ห่างจากค่ายพม่าประมาณ 80 เส้น  แล้วให้หลวงมหาเทพ คุมกองหน้า  ไปตั้งค่ายโอบพม่าทางด้านตะวันตก  และให้เจ้ารามลักษณ์นำกำลังยกไปตั้งค่าย โอบทางด้านตะวันออก  แล้วบอกความเข้ามายังกรุงธนบุรี
ครั้นถึงวันอังคาร แรม 6 ค่ำ เดือน 3 เมืองนครชัยศรีบอกมาว่า  มีพวกพม่ามาปฏิบัติการถึงแขวงเมืองสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้พระยาพิชัยไอศวรรย์  ผู้ว่าที่โกษาธิบดียกกำลัง 1,000 คน ไปรักษาเมืองนครชัยศรี  จากนั้นให้เตรียมทัพหลวงมีกำลังพล 9,000 คน  เมื่อทรงทราบว่า พม่ายกกำลังมาตั้งค่ายอยู่ที่แขวงเมืองราชบุรี  จึงเสด็จยกกำลังออกจากพระนคร เมื่อวันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเมีย พ.ศ. 2317  เมื่อเสด็จถึงเมืองราชบุรี ทรงทราบว่า พม่ากระทำการดูหมิ่นไทย ก็ทรงขัดเคือง  เมื่อได้ข่าวว่า มีกำลังพม่าเพิ่มเติมมาที่ปากแพรกอีก 1,000 คน  จึงมีรับสั่งให้พระยาสีหราชเดโชชัย กับพระยาวิเศษชัยชาญ  ยกกำลัง 2,000 คน ขึ้นไปช่วย พระยายมราชแขกที่หนองขาว  จากนั้นจึงเสด็จยกกองทัพหลวงจากเมืองราชบุรี ไปตามทางฟากตะวันตก  ไปตั้งค่ายหลวงที่ตำบลเขาพระ เหนือค่ายโคกกระต่ายขึ้นไปประมาณ 40 เส้น  ครั้นทราบว่ามีกำลังพม่ายกเข้ามาทางด่านประตูสามบาน  ด่านประตูเจ้าขว้างอีกทางหนึ่ง  จึงเกรงว่าข้าศึกจะตีตัดทางลำเลียงด้านหลัง  จึงมีรับสั่งให้พระองค์เจ้าจุ้ย กับพระยาราชาเศรษฐี  ยกกำลังลงมารักษาเมืองราชบุรี

            ครั้นถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4  พระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จไปทอดพระเนตรค่ายทหารไทย ที่ตั้งโอบทหารพม่าที่บางแก้ว  เมื่อทรงพิจารณาภูมิประเทศแล้ว  จึงมีรับสั่งให้ไปตั้งค่ายล้อมพม่าเพิ่มเติมอีกจนรอบ แล้วให็เจ้าพระยาอินทรอภัย ไปตั้งรักษาหนองน้ำที่เขาช่องพราน  อันเป็นที่ข้าศึกอาศัยเลี้ยงช้างม้าพาหนะ  และเป็นเส้นทางเดินลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึกแห่งหนึ่ง  ให้พระยารามัญวงศ์คุมกองมอญที่เข้ามาใหม่ ไปรักษาหนองน้ำที่เขาชะงุ้ม  ซึ่งอยู่ในเส้นทางลำเลียงของข้าศึก ด้านเหนือขึ้นไป  ระยะทางประมาณ 100 เส้น
ฝ่ายงุยอคงหวุ่น  เห็นการปฏิบัติการของฝ่ายไทยเข้มแข็งรัดกุม  จะนิ่งเฉยอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงให้ยกกำลังมาปล้นค่าย เจ้าพระยาอินทรอภัยที่เขาช่องพรานถึงสามครั้ง แต่ก็แตกกลับไปทุกครั้งในคืนเดียวกัน เห็นจะเป็นอันตราย จึงให้คนเร็วเล็ดลอดไปบอกกองทัพที่ปากแพรก ให้ยกมาช่วย
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชดำริว่า  ถ้าล้อมค่ายบางแก้วไว้ ให้พม่าสิ้นเสบียงอาหาร ก็จะยอมแพ้ ออกมาให้จับเป็นเชลยทั้งหมด  จึงมีรับสั่งมิให้เข้าตีค่ายพม่า แต่ให้ล้อมไว้ให้มั่น แล้วให้พระยาเทพอรชุน กับพระดำเกิงรณภพ  คุมกองอาจารย์ และทนายเลือก รวม 745 คน เป็นกองโจร ไปช่วยเจ้าพระยาอินทรอภัย ตีตัดกำลังข้าศึกที่เขาช่องพรานอีกกองหนึ่ง
ด้านพม่า อะแซหวุ่นกี้คอยอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ  เห็นกองทัพงุยอคงหวุ่นหายไปนาน  จึงให้ตะแคงมรหน่อง ยกกำลัง 3,000 คน  ตามเข้ามา  เมื่อมาถึงปากแพรก ได้ทราบว่า งุยอคงหวุ่นถูกฝ่ายไทยล้อมไว้ที่บางแก้ว  จึงให้มองจายิดยกกำลัง 2,000 คน ลงมาช่วยงุยอคงหวุ่นที่บางแก้ว  ส่วนตนเองยกกำลังลงมาตีค่าย พระยายมราชแขกที่หนองขาว ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายไทยได้ จึงถอยกำลังไปตั้งอยู่ที่ปากแพรก
ฝ่ายมองจายิด  เมื่อมาถึงเขาชะงุ้ม เห็นกองมอญมีกำลังน้อยกว่า ก็เข้าล้อมไว้  พอตกค่ำ งุยอคงหวุ่นทราบว่า มีกำลังฝ่ายตนยกมาช่วย ก็ยกกำลังออกปล้นค่ายหลวงมหาเทพ  หมายจะตีหักออกไป แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ต้องถอยกลับเข้าค่าย พระยาธิเบศร์บดีซึ่งตั้งอยู่ทางด้านเหนือ ก็ยกไปช่วยแก้กองมอญ ออกมาจากที่ล้อมได้  แต่กำลังไม่พอจะต่อสู้พม่าได้ ก็พากันล่าถอยลงมา  มองจายิดจึงเข้าไปรวมกำลังกับฝ่ายตน ที่ค่ายเขาชะงุ้มได้  ในวันนั้น พระยานครสวรรค์ยกกำลังไปถึงเมืองราชบุรี  จึงมีรับสั่งให้ขึ้นไปช่วยพระยาธิเบศร์บดีในค่ำวันนั้น  แล้วให้กำลังทั้ง 3 กอง ไปตั้งค่ายล้อมพม่าทางด้านเหนือ  ป้องกันพม่าทั้งสองพวกมิให้เข้าถึงกันได้
ในเดือน 4  เจ้าพระยาจักรียกกองทัพกลับจากเมืองเชียงใหม่  และได้ตามออกไป  พร้อมทั้งพาทูตเมืองน่าน มาถวายต้นไม้ทองเงิน  เครื่องราชบรรณาการของเจ้าฟ้าเมืองน่าน  ซึ่งมาอ่อนน้อม ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ออกไปเฝ้าด้วย  พระเจ้ากรุงธนบุรีสรรเสริญความชอบเจ้าพระยาจักรี  พระราชทานบำเหน็จ  แล้วมีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรี ถืออาญาสิทธิ์ไปบัญชาการล้อมพม่าที่บางแก้ว  เจ้าพระยาจักรีจึงยกกำลังไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่เหนือพระมหาธาตุเขาพระ อยู่เหนือค่ายหลวงขึ้นไป  ส่วนพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จถอยมาประทับอยู่ที่ค่ายโคกกระต่าย  ด้วยเหมาะที่จะให้การสนับสนุนได้ทุกด้าน  แล้วมีรับสั่งให้หลวงบำเรอภักดิ์ คุมกองกำลังทหารกองนอก 400 คน  เป็นกองโจรไปคอยตีสะกัด ไม่ให้พม่าที่เขาชะงุ้ม ออกลาดตระเวณหาอาหารและน้ำใช้ได้สะดวก

            ในคืนวันข้างขึ้น เดือน 4  พม่าในค่ายบางกุ้ง ยกกำลังออกปล้นค่ายพระยาพิพัฒน์โกษา  แล้วปล้นค่ายหลวงราชนิกุลอีก  แต่ก็ไม่เป็นผลเช่นเคย  พม่าขัดสนเสบียงอาหาร ต้องกินเนื้อสัตว์พาหนะแต่น้ำในบ่อยังมีอยู่  พม่าต้องอาวุธปืนใหญ่น้อยของไทย เจ็บป่วยล้มตาย จนต้องขุดหลุมลงอาศัยกันโดยมาก  ครั้นถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เวลาบ่าย  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จทรงม้าไปที่ค่ายหลวงมหาเทพ  ซึ่งตั้งล้อมพม่าอยู่ทางด้านตะวันตก  มีรับสั่งให้จักกายเทวะมอญเข้าไปร้องบอกแก่พม่าในค่าย ให้ออกมายอมอ่อนน้อมแต่โดยดี  งุยอคงหวุ่นจึงขอเจรจากับ ตละเกล็บหัวหน้ามอญที่มาอยู่กับไทย  และได้เป็นที่พระยาราม แต่ก็ยังไม่เป็นผล
เมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์กับพวกผู้ว่าราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ คุมกองทัพหัวเมืองลงไปถึง จึงรับสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์ คุมกองทัพหัวเมืองทั้งปวง  ไปตั้งประชิดค่ายพม่าที่เขาชะงุ้มกันไว้  ไม่ให้เข้ามาช่วยพม่าที่ค่ายบางแก้วได้  ทั้งนี้เพื่อคิดจะจับพวกพม่าที่ค่ายบางแก้ว ให้ได้เสียก่อนภารกิจอื่น  แม้จะมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวของข้าศึก ณ ที่แห่งอื่น ๆ  เช่น เมืองคลองวาฬหรือเมืองกุย  บอกเข้ามาว่า พวกพม่าที่ยกเข้ามาจากเมืองมะริด  ตีบ้านทับสะแกได้แล้ว  ลงไปตีเมืองกำเนิดนพคุณ  ผู้รั้งกรมการเมืองนำกำลังราษฎรเข้าต่อสู้  ข้าศึกได้เผาเมืองกำเนิดนพคุณ แล้วยกเลยไปทางเมืองปะทิว ซึ่งขึ้นแก่เมืองชุมพร  ในกรณีนี้ ได้มีรับสั่งให้มีตราตอบไปว่า  ให้ทำลายหนองน้ำและบ่อน้ำ ตามเส้นทางที่จะขึ้นมาเมืองเพชรบุรีให้หมด  แห่งใดทำลายไม่ได้ ก็ให้เอาของโสโครก และของที่มีพิษ ใส่ในแหล่งน้ำดังกล่าว  อย่าให้ข้าศึกอาศัยใช้ได้
ต่อมา เมื่อทราบเรื่องจากเชลยที่จับมาได้ ว่าพม่าที่เขาชะงุ้มพยายามเล็ดลอด ขนเสบียงมาให้พม่าในค่ายบางแก้ว และได้บอกไปยังตะแคงมรหน่อง  ขอกำลังมาเพิ่มเติมให้ทางค่ายเขาชะงุ้ม เพื่อจะได้ตีหักมาช่วยที่ค่ายบางแก้ว  จึงมีรับสั่งให้เพิ่มเติมกองโจรให้มากยิ่งขึ้น  แล้วให้หลวงภักดีสงคราม นายกองนอกซึ่งอยู่ในกองเจ้าพระยาอินทรอภัย  คุมกำลังกองนอก ลอบขึ้นไปทำลายหนองและบ่อน้ำ ในเส้นทางที่จะมาจากปากแพรกเสีย  อย่าให้ข้าศึกเพิ่มกำลังเข้ามาได้

            ต่อมาพม่าในค่ายเขาชะงุ้ม ก็ทำค่ายวิหลั่น บังตัวออกมาปล้นค่ายเจ้าพระยาสุรสีห์ในเวลาเที่ยงคืน  แต่ถูกฝ่ายไทยตีแตกกลับไป  จากนั้นก็ไปปล้นค่ายจมื่นศรีสรรักษ์แต่ไม่เป็นผล ต้องถอยกลับเข้าค่ายไป  ต่อมาเมื่อวันอังคาร แรม 5 ค่ำ เดือน 4  ก็ยกกำลังออกมาปล้นค่ายพระยานครสวรรค์ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านใต้  ตั้งแต่เวลา 3 นาฬิกาจนรุ่งสว่าง  พระเจ้ากรุงธนบุรีรีบเสด็จขึ้นไป  มีรับสั่งให้กองอาจารย์และทนายเลือก เข้าช่วยรบ จนถึงเวลา 8 นาฬิกา  พม่าจึงถอยหนีกลับเข้าค่ายไป
งุยอคงหวุ่น เห็นสภาพการณ์เช่นนั้น จึงขอเจรจากับฝ่ายไทยอีก  โดยให้นายทัพคนหนึ่งออกมาหาพระยาราม พระยารามจึงพาไปที่เจ้ารามลักษณ์ และเจ้าพระยาจักรี วิงวอนขอให้ปล่อยทัพพม่ากลับไป  แต่ฝ่ายไทยไม่ยินยอม ฝ่ายพม่า จึงขอกลับไปปรึกษากันก่อน  ต่อมาเมื่อวันศุกร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 4  งุยอคงหวุ่นให้พม่าตัวนาย 7 คน  ออกมาเจรจาอีกว่า  พวกพม่าจะยอมอ่อนน้อม ถวายช้างม้าพาหนะ และเครื่องศัตราวุธทั้งหมด  ของเพียงให้ปล่อยตัวกลับไป ทางฝ่ายไทยตอบว่า ถ้าออกมาอ่อนน้อมจะยอมไว้ชีวิต  แต่จะปล่อยกลับไปไม่ได้  ในวันนั้นอุตมสิงหจอจัว ปลัดทัพของยุงอคงหวุ่น ได้พานายหมวดนายกองพม่ารวม 14 คน  นำเครื่องศัตราวุธของตนออกมาส่งให้ไทย  จึงได้นำไปเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรี  อุตมสิงหจอจัวกราบทูลว่า  จะขอถือน้ำทำราชการกับไทยต่อไปจนชีวิตจะหาไม่  จึงมีรับสั่งให้อุตมสิงหจอจัว ออกไปพูดเกลี้ยกล่อม ให้พวกพม่าออกมาอ่อนน้อม  พวกพม่าในค่ายก็ขอปรึกษากันก่อน
ครั้นถึงวันเสาร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 4  พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้พระยานครราชสีมา  ซึ่งยกกำลังเดินทางมาถึง ให้ไปตั้งค่ายประชิดพม่าที่เขาชะงุ้ม  และมีการเจรจาอีกครั้งระหว่างยุงอคงหวุ่น กับอุตมสิงหจอจัว  แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ  จากการประมาณสถานการณ์เห็นว่า พม่าจะยังไม่ยกเข้ามาในปีนี้  ด้วยจวนจะเข้าฤดูฝน  ยังไม่จำเป็นต้องเกณฑ์กองทัพหัวเมือง  จึงเป็นแต่ให้มีตราเกณฑ์ข้าวสาร เมืองนครศรีธรรมราช 600 เกวียน เมืองไชยา  เมืองพัทลุง และเมืองจันทบุรี  เป็นข้าวสารเมืองละ 400 เกวียน  ให้ส่งมาขึ้นฉางไว้สำรองราชการสงคราม ถ้าหาข้าวได้ไม่ครบตามจำนวนเกณฑ์  ก็ให้ส่งเป็นเงินแทน โดยคิดราคาข้าวสารเกวียนละ 40 บาท  ข้าวเปลือกเกวียนละ 20 บาท

            ในที่สุดเมื่อวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 งุยอคงหวุ่น และพวกนายทัพนายกองพม่าในค่ายบางแก้ว  ก็ออกมายอมอ่อนน้อมทั้งหมด  หลังจากที่ฝ่ายไทยล้อมค่ายพม่าได้ 47 วัน  ก็ได้ค่ายพม่าทั้ง 3 ค่าย  ได้เชลยรวม 1,328 คน  ที่ตายไปเสียเมื่อถูกล้อมอีกกว่า 1,600 คน
เมื่อได้ค่ายพม่าที่บางแก้วแล้ว  รุ่งขึ้น ณ วันเสาร์ ขึ้นค่ำ 1 เดือน 5 ปีมะแม พ.ศ. 2318  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีรับสั่งให้ พระยาอนุชิตราชายกกำลังพล 1,000 คน  ขึ้นไปทางริมน้ำฟากตะวันตก  ให้หลวงมหาเทพยกกำลังพล 1,000  ขึ้นไปทางริมน้ำฟากตะวันออก  ให้ไปตีค่ายพม่าที่ปากแพรก  พร้อมกับกองทัพของพระยายมราชแขก แล้วมีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรีขึ้นไปตีค่ายพม่าที่เขาชะงุ้ม  ในค่ำวันนั้นเวลาเที่ยงคืน  พม่าในค่ายเขาชะงุ้ม ยกค่ายวิหลั่นออกมาปล้นค่ายพระมหาสงคราม  หมายจะเข้ามาช่วยพวกของตนที่ค่ายบางแก้ว  พม่าเอาไฟเผาค่ายพระมหาสงคราม  เจ้าพระยาจักรีไปช่วยทันชิงเอาค่ายกลับคืนมาได้  พม่าย้ายไปปล้นค่ายจมื่นศรีสรรักษ์แต่ถูกฝ่ายไทยต่อสู้ จนต้องล่าถอยกลับเข้าค่าย

            ต่อมาเมื่อวันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 เวลากลางคืน  พม่าในค่ายเขาชะงุ้มก็ทิ้งค่ายหนีกลับไปทางเหนือ  กองทัพไทยไล่ติดตามไปฆ่าฟันพม่าล้มตาย และจับเป็นเชลยได้เป็นอันมาก  เมื่อหนีไปถึงปากแพรก  ตะแคงมรหน่องรู้ว่ากองทัพพม่าเสียทีแก่กองทัพไทยหมดแล้ว  ก็รีบยกกำลังหนีกลับไปเมืองเมาะตะมะ  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีรับสั่งให้กองทัพยกติดตามไปจนสุดพระราชอาณาเขต  แล้วก็ให้กองทัพกลับคืนมาพระนคร  พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่แม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ผู้น้อย ตามสมควรแก่ความชอบ  ที่มีชัยชนะพม่าครั้งนี้โดยทั่วกัน
การรบครั้งนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี  ตั้งพระทัยที่จะจับพม่า ให้ได้หมดทั้งกองทัพที่มาตั้งที่บางแก้ว  ด้วยเหตุที่พม่าประกาศหมิ่นไทยประการหนึ่ง  และทรงประสงค์จะปลุกใจคนไทย ให้กลับกล้าหาญดังแต่ก่อน  หายครั้นคร้ามพม่า จึงทรงทนความลำบาก ใช้เวลาล้อมพม่าอยู่นาน โดยไม่รบแตกหัก ซึ่งถ้าจะทำก็ทำได้โ ดยใช้เวลาน้อยกว่านี้  แต่ผลที่ได้จะต่างกัน  การจับพม่าเป็นเชลยได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ ให้ผลทางด้านจิตวิทยามากกว่า

อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ

            ในปีมะเมีย พ.ศ. 2317  พระเจ้ามังระเสด็จมายกฉัตรยอดพระเกศธาตุ  ที่เมืองร่างกุ้ง เมื่อกลางเดือน 4 ขณะนั้น อะแซหวุ่นกี้ปราบปรามพวกมอญเสร็จสิ้นแล้ว  เป็นแต่ยังรอกองทัพพม่าที่เข้ามาตามครัวมอญ อยู่เมืองเมาะตะมะ  จึงได้ขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าอังวะที่เมืองร่างกุ้ง  พระเจ้ามังระเห็นว่า มีกองทัพใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเมาะตะมะแล้ว  จึงมอบการที่จะตีเมืองไทย ให้อะแซหวุ่นกี้คิดอ่านดำเนินการต่อไป  พอกองทัพตะแคงมรหน่องหนีไทยกลับไปถึง  อะแซหวุ่นกี้เห็นว่าไทยทำศึกเข้มแข็งกว่าเก่า  เห็นว่าแนวทางที่ใช้ครั้งก่อนไม่ได้ผล จึงคิดจะใช้แบบอย่างครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  คือยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีหัวเมืองเหนือ  ตัดกำลังไทยเสียชั้นหนึ่งก่อน  แล้วเอาเมืองเหนือเป็นที่มั่น ยกกำลังทั้งทางบก และทางเรือ ลงมาตีกรุงธนบุรีทางลำแม่น้ำเจ้าพระยา  จึงพักบำรุงรี้พลอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ  แล้วมีคำสั่งไปยังโปสุพลา โปมะยุง่วน ซึ่งถอยหนีไทยไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน  ให้ยกกลับมาตีเมืองเชียงใหม่ให้ได้ ตั้งแต่ในฤดูฝน  แล้วให้เตรียมเรือรบ  เรือลำเลียง  และรวบรวมเสบียงอาหาร ลงมาส่งกองทัพอะแซหวุ่นกี้ ซึ่งจะยกเข้ามาในต้นฤดูแล้ง  โปสุพลา โปมะยุง่วน จึงรวบรวมกำลัง ยกลงมาตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อเดือน 10 ปีมะแม พ.ศ. 2318

            พระเจ้ากรุงธนบุรี จึงดำรัสให้มีตราสั่งเจ้าพระยาสุรสีห์  ให้ยกกองทัพเมืองเหนือ ขึ้นไปช่วยเมืองเชียงใหม่  ให้เจ้าพระยาจักรีคุมกองทัพกรุงธนบุรีหนุนขึ้นไป  มอบภารกิจให้ตีพม่าถอยจากเชียงใหม่แล้ว  ให้เลยตามขึ้นไปตีเอาเมืองเชียงแสน ไม่ให้พม่ามาอาศัยอีกต่อไป
โปสุพลา โปมะยุง่วน  ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่กองทัพไทยจะยกขึ้นไปถึง ครั้งได้ข่าวว่ากองทัพไทยยกขึ้นไป  ก็ถอยหนีกลับไปตั้งอยู่ที่เชียงแสน  แต่พงศาวดารพม่าว่าโปสุพลา ถอยกลับไปเมืองพม่าทางเมืองนาย  หวังจะเข้ามาสมทบกับอะแซหวุ่นกี้  แต่มาไม่ทันทัพอะแซหวุ่นกี้
ครั้นถึงเดือน 11 ปีมะแม  อะแซหวุ่นกี้ก็ให้กะละโบ่ กับมังแยยางู  ผู้เป็นน้องชาย คุมกำลัง 20,000 คน  เป็นกองทัพหน้า ยกออกจากเมืองเมาะตะมะ  อะแซหวุ่นกี้คุมกำลัง 15,000 คน เป็นกองทัพหลวง  ตามมากับตะแคงมรหน่อง และเจ้าเมืองตองอู  เข้ามาทางด่านแม่ละเมา เข้ามาเมืองตาก  มาถึงบ้านด่านลานหอย ตรงมาเมืองสุโขทัย  ให้กองทัพหน้าตั้งอยู่ที่บ้านกงธานี  ริมน้ำยมใหม่  ส่วนอะแซหวุ่นกี้ตั้งพักอยู่ที่เมืองสุโขทัย
ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ ตั้งทัพอยู่ที่เมืองเชียงใหม่  เมื่อได้ข่าวว่าพม่ายกกองทัพใหญ่ เข้ามาทางด่านแม่ละเมา  ก็รีบยกทัพกลับมาทางเมืองสวรรคโลก  เมืองพิชัย  ครั้นมาถึง เมืองพิษณุโลกจึงปรึกษากันถึงการสู้ศึก เจ้าพระยาจักรีเห็นว่าพม่ายกมาเป็นกองทัพใหญ่  กำลังฝ่ายไทยทางเมืองเหนือ มีน้อยกว่าทางพม่าอยู่มาก  จึงควรตั้งรับศึกในเมืองพิษณุโลก  คอยกองทัพกรุงธนบุรียกขึ้นไปช่วย ด้วยเมืองพิษณุโลกอยู่ทางลำแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำน่าน) ใช้เรือขึ้นล่องกับหัวเมืองข้างใต้ได้สะดวก  แต่เจ้าพระยาสุรสีห์อยากจะยกไปตีพม่าก่อน  จึงรวบรวมกองทัพหัวเมือง ให้พระยาสุโขทัย  พระยาอักขรวงศ์เมืองสวรรคโลก และพระยาพิชัย เป็นกองหน้า  ยกไปรบพม่าที่บ้านกงธานี  เจ้าพระยาสุรสีห์ยกตามไปตั้งอยู่ที่บ้านไกรป่าแฝก  พม่ายกมาตีกองทัพพระยาสุโขทัยแตกถอยมา  แล้วยกติดตามมาถึงค่ายเจ้าพระยาสุรสีห์  สู้รบกันอยู่สามวัน  เห็นว่าพม่ามีกำลังมากกว่ามากนัก  เกรงว่าจะโอบล้อมกองทัพไว้ จึงถอยกลับมาเมืองพิษณุโลก

            อะแซหวุ่นกี้  แบ่งกำลังให้อยู่รักษาเมืองสุโขทัย 5,000 คน  แล้วคุมกำลังพล 30,000 คน ยกตามมาถึงเมืองพิษณุโลก ในเดือนอ้าย ข้างขึ้น  ให้ตั้งค่ายรายล้อมเมืองทั้งสองฟากแม่น้ำ  เจ้าพระยาทั้งสองก็จัดการป้องกันเมืองเป็นสามารถ  เมืองพิษณุโลกนั้นแนวปราการตั้งทั้งสองฟาก เอาลำน้ำไว้กลาง  จึงให้ทำสะพานเรือกข้ามแม่น้ำสองแห่ง  สำหรับส่งกำลังไปมาให้ช่วยเหลือกันได้  กำลังที่อยู่รักษาเมืองพิษณุโลก ประมาณว่าไม่เกิน 10,000 คน  อะแซหวุ่นกี้ออกเลียบค่าย เที่ยวตรวจหาชัยภูมิทุกวัน  เจ้าพระยาสุรสีห์คุมพลออกโจมตี แต่ต้องถอยกลับมา  เจ้าพระยาจักรีคุมพลออกโจมตีบ้าง พม่าต้องถอยหนีกลับเข้าค่ายหลายครั้ง

            อะแซหวุ่นกี้ยกย่องฝีมือ เจ้าพระยาจักรี  วันหนึ่งจึงนัดเจรจากัน เมื่อพบกันแล้วได้สอบถามอายุกัน ปรากฎว่า เจ้าพระยาจักรีอายุ 30 ปีเศษ  อะแซหวุ่นกี้อายุ 72  ปี  อะแซหวุ่นกี้สรรเสริญเจ้าพระยาจักรีว่า รูปก็งาม  ฝีมือก็เข้มแข็ง สามารถสู้รบกับตนได้ ขอให้รักษาตัวไว้  ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์  ต่อไปภายหน้าพม่าจะตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว
ฝ่ายกรุงธนบุรี ได้ข่าวว่า อะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพใหญ่เข้ามาทางหัวเมืองเหนือ  และขณะเดียวกัน ก็จะยกมาจากเมืองตะนาวศรี เข้ามาทางใต้อีกด้วย  จึงมีดำรัสสั่งให้เกณฑ์กองทัพ ให้เจ้ารามลักษณ์หลานเธอ ซึ่งเป็นกรมขุนอนุรักษ์สงคราม คุมกำลังออกไปรักษาเมืองเพชรบุรี  คอยป้องกันพม่าที่จะยกเข้ามาทางด่านสิงขร  แล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จยกทัพหลวง มีกำลังพล 12,000 เศษ  ออกจากกรุงธนบุรี เมื่อวันอังคาร แรม 11 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม  ขึ้นไปรับศึกที่ยกมาทางหัวเมืองเหนือ

กระบวนศึกตอนที่ 1
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปถึงเมืองนครสวรรค์  ในชั้นต้น ทรงจัดวางระบบการคมนาคม ที่จะให้กองทัพหลวง กับกองทัพที่เมืองพิษณุโลก ไปมาถึงกันได้สะดวก  มีรับสั่งให้พระยาราชาเศรษฐี  คุมกำลังชาวจีน จำนวน 3,000 คน  ไปตั้งอยู่ที่เมืองนครสวรรค์  คอยระวังรักษาเส้นทางลำเลียง และระวังข้าศึกที่จะยกมาทางลำน้ำโขง  แล้วพระองค์เสด็จยกกองทัพหลวง ขึ้นไปทางลำน้ำแควใหญ่ ไปถึงปากพิง แขวงเมืองพิษณุโลก เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 3 ให้ตั้งค่ายหลวงอยู่ที่ปากพิง  ด้วยเป็นปากคลองลัดทางเรือไปมา ระหว่างลำน้ำแควใหญ่ที่ตั้งเมืองพิษณุโลก  กับลำน้ำยมที่ตั้งเมืองสุโขทัย  อยู่ได้เมืองพิษณุโลกลงมาเป็นระยะทางเดินหนึ่งวัน  แล้วให้แม่ทัพนายกอง คุมกำลังไปตั้งค่ายสองฟากลำแม่น้ำ เป็นระยะขึ้นไป แต่กองทัพหลวงถึงเมืองพิษณุโลก ดังนี้
ระยะที่ 1  ตั้งที่บางทราย  มีพระยาราชสุภาวดี  เป็นนายทัพ
ระยะที่ 2  ตั้งที่ท่าโรง  มีเจ้าพระยา อินทรอภัย  เป็นนายทัพ
ระยะที่ 3  ตั้งที่บ้านกระดาษ  มีพระยาราชภักดี  เป็นนายทัพ
ระยะที่ 4  ตั้งที่วัดจุฬามณี  มีจมื่นเสนอในราช  เป็นนายทัพ
ระยะที่ 5  ตั้งที่วัดจันทร์ ท้ายเมืองพิษณุโลก  มีพระยานครสวรรค์  เป็นนายทัพ
ให้จัดกองตระเวณรักษาเส้นทางคมนาคมทุกระยะ  และให้มีกองปืนใหญ่ ทหารเกณฑ์หัด  เตรียมไว้เป็นกองหน้า  สำหรับสนับสนุนทั่วไป ในเวลาที่ต้องการได้ทันท่วงที  ให้พระศรีไกรลาศคุมพล 500 คน  ทำทางริมลำน้ำ สำหรับเดินกองทัพแต่ปากพิง  ผ่านไปตามค่ายที่ตั้งอยู่ ตลอดถึงเมืองพิษณุโลก
ครั้นถึงวันอังคาร ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3  อะแซหวุ่นกี้ก็ให้กองทัพพม่ากองหนึ่ง  มาตั้งค่ายตรงวัดจุฬามณีข้างฝั่งตะวันตกสามค่าย  แล้วให้อีกกองหนึ่ง ยกลงมาลาดตระเวณทางฝั่งตะวันตก  ได้รบกับไทยตั้งแต่ค่ายระยะที่สาม ที่บ้านกระดาษลงมา จนถึงค่ายระยะที่หนึ่งที่บางทราย  ให้กองเกณฑ์หัดคุมปืนใหญ่รางเกวียน 30 กระบอก ขึ้นไปช่วยรักษาค่ายที่บางทราย  พม่ารบพุ่งอยู่จนค่ำจึงถอยกลับไป
ครั้นถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 พระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระราชดำรัสให้พระยาธรรมไตรโลก  พระยารัตนพิมล  พระยาชลบุรี  คุมพลอยู่รักษาค่ายหลวงที่ปากน้ำพิง แล้วพระองค์เสด็จยกกองทัพหลวง ขึ้นไปตั้งที่บางทราย ฝั่งตะวันออก  ในค่ำวันนั้น พม่ายกมาทางฝั่งตะวันตก เข้าปล้นค่ายระยะที่สองที่ท่าโรง  พระเจ้ากรุงธนบุรีให้กองเกณฑ์หัด 200 คน  คุมปืนใหญ่ขึ้นไปช่วย พม่าต้องถอยกำลังกลับไป  อะแซหวุ่นกี้จึงสั่งให้กองหนุนที่ตั้งอยู่ที่เมืองสุโขทัย ให้ยกกำลังลงมา  ตีตัดเส้นทางลำเลียงของกองทัพกรุงธนบุรี 3,000 คน  อีก 2,000 คน  ให้ยกไปเสริมกำลังทางด้านเมืองพิษณุโลก

กระบวนศึกตอนที่ 2
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเตรียมเข้าตีกองทัพพม่าที่ล้อมเมืองพิษณุโลก  ครั้นถึงวันพุธ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 มีรับสั่งให้พระยารามัญวงศ์  คุมพลกองมอญผ่านทางในเมืองพิษณุโลก  ขึ้นไปตั้งค่ายประชิดพม่าข้างด้านเหนือ  ให้เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์  เพิ่มกำลังออกไป ตั้งค่ายประชิดพม่าทางด้านตะวันออก  ทางด้านใต้ ให้พระยานครสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดจันทร์ท้ายเมืองพิษณุโลก ตั้งค่ายชักปีกกาประชิดค่ายพม่า ออกไปเป็นหลายค่าย  พม่าขุดคูเข้ามาเป็นหลายสาย  เอาคูบังตัวเข้ามาตีค่ายไทย  ฝ่ายไทยก็ขุดคูออกไป ให้ทะลุถึงคูพม่า  รบพุ่งกันในคูทุกค่ายหลายวัน ไม่แพ้ชนะกัน
ครั้นถึงวันอังคาร แรม 2 ค่ำ เดือน 3  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จไปถึงค่ายวัดจันทร์  เมื่อเวลา ค่ำ 22 นาฬิกา  ให้กองทัพพระยายมราช พระยานครราชสีมา พระยาพิชัยสงครามยกหนุนไปช่วย พระยานครสวรรค์ด้านใต้  ครั้นถึงเวลาดึก 5 นาฬิกา  ก็บอกสัญญาณให้กองทัพไทย เข้าระดมตีค่ายพม่า  ที่ล้อมเมืองอยู่ทางด้านตะวันออก พร้อมกันทุกค่าย  รบกันอยู่จนเช้าก็ยังเข้าค่ายพม่าไม่ได้ ต้องถอยกลับมา  ครั้นวันรุ่งขึ้น จึงมีรับสั่งให้ประชุมแม่ทัพนายกอง เห็นว่าการเข้าตีประจัญหน้าไม่สำเร็จ  ด้วยพม่ามีกำลังมากกว่า  จึงตกลงในเปลี่ยนวิธีการรบ  ให้เจ้าพระยาจักรี  เจ้าพระยาสุรสีห์ รวมกำลังในเมืองยกออกตีค่ายพม่า โดยให้ตีเฉพาะแต่ค่ายทางด้านตะวันตกเฉียงใต้  และให้กำลังส่วนหนึ่งจากกองทัพหลวง ตีกระหนาบข้าศึกทางด้านหลัง  ให้ข้าศึกแตกโดยกระบวนตีโอบ เป็นลำดับไป  วันรุ่งขึ้นได้มีรับสั่งให้กองทัพพระยานครสวรรค์ ที่ตั้งอยู่ที่วัดจันทร์  ถอยลงมายังกองทัพหลวง  และให้กองทัพพระยาโหราธิบดี และกองมอญ พระยากลางเมืองขึ้นมาจากค่ายบางทราย  รวมกำลังจัดเป็นกองทัพเดียว มีกำลังพล 5,000 คน  ในพระยานครสวรรค์เป็นกองหน้า พระยามหามณเฑียรเป็นแม่ทัพ หลวงดำเกิงรณภพหลวงรักษโยธา เป็นกองหนุน  ยกกำลังไปซุ่มอยู่ด้านหลังค่ายพม่าทางฝั่งตะวันตก  ถ้าเห็นข้าศึกรบพุ่งติดพัน กับกองทัพเจ้าพระยาจักรี  เจ้าพระยาสุรสีห์เมื่อใดก็ให้ตีกระหนาบเข้าไป  แล้วให้พระราชสงคราม ลงมาเอาปืนใหญ่ที่กรุงธนบุรี เพิ่มเติมขึ้นไปอีกด้วย
ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ ยกกำลังออกไปตีค่ายพม่า ที่ล้อมเมืองอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้  เมื่อวันเสาร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 3  เจ้าพระยาสุรสีห์ให้เอาไม้ทำคบ ปลายผูกผ้าชุบน้ำมันยาง  เอาต้นคบยัดใส่ในกระบอกปืนใหญ่  เอาไฟจุดปลายคบ แล้วยิงเข้าไปในค่ายพม่า  เผาค่ายพม่าไหม้ไปค่ายหนึ่ง  และถูกหอรบไหม้ทำลายลงหลายหอ  แต่ยังตีค่ายพม่าไม่ได้ เนื่องจากกองทัพที่จะยกไปช่วยตีกระหนาบ ยกไปไม่ถึงตามกำหนด  เพราะไปพบข้าศึกต้องต่อสู้ติดพันกันอยู่

กระบวนศึกตอนที่ 3
ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ เห็นกองทัพไทยตั้งค่ายตามริมแม่น้ำใต้เมืองพิษณุโลก  ย้ายถอนออกไปหลายกอง  ทำให้กำลังที่รักษาเส้นทางคมนาคม ระหว่างกองทัพหลวงกับกองทัพเมืองพิษณุโลกอ่อนลง  จึงให้กะละโบ่  คุมกำลังมาตั้งสกัด ตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร ที่ส่งเข้าไปเมืองพิษณุโลก
ครั้นถึงวันศุกร์ แรม 12 ค่ำ เดือน 3  ได้มีใบบอกขึ้นไปจากกรุงธนบุรีว่า  พม่ายกกำลังเข้ามาทางด่านสิงขร ขึ้นมาตีเมืองกุยเมืองปราณแตก  กรมขุนอนุรักษ์สงครามซึ่งรักษาเมืองเพชรบุรี  ส่งกำลังออกไปขัดตาทัพอยู่ที่ด่านช่องแคบแขวงเมืองเพชรบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบเรื่องก็ไม่ไว้พระทัย  เกรงพม่าจะยกกำลังเข้ามาตีกรุงธนบุรีอีกทางหนึ่ง  จึงมีรับสั่งให้เจ้าประทุมไพจิตร คุมกำลังกลับลงมารักษาพระนครส่วนหนึ่ง  กองทัพหลวงก็ถอยกำลังลงไปอีก

            ฝ่ายกองมอญที่พระยาเจ่งคุมไปดักพม่าที่เมืองกำแพงเพชร  ได้ซุ่มสกัดทางพม่าที่ยกไปจากเมืองสุโขทัย  พม่าไม่รู้ตัวก็แตกหนี ยึดได้เครื่องศัตราวุธของข้าศึกมาได้  แต่พม่ามีกำลังมากกว่า  พอกองหลังตามมาทัน  พระยาเจ่งก็ต้องล่าถอย กองทัพพม่าที่ยกมาเมืองกำแพงเพชรนั้น  อะแซหวุ่นกี้สั่งให้ลงมาตีเมืองนครสวรรค์ อันเป็นที่รวบรวมเสบียงอาหารของกองทัพไทย  และได้ตัดกำลังฝ่ายไทย ที่จะยกไปช่วย เมืองพิษณุโลกด้วย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้กองทัพพระยาราชภักดี และพระยาพิพัฒน์โกษาถอยลงมาสมทบกองทัพพระยาราชาเศรษฐี รักษาเมืองนครสวรรค์  เมื่อกองทัพพม่าทราบว่า กองทัพไทยตั้งรักษาเมืองนครสวรรค์แข็งแรง  จึงยับยั้งตั้งค่ายอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร  แล้วแต่งกองโจรเดินลัดป่าด้านตะวันตก อ้อมหลังเมืองนครสวรรค์ ลงไปเมืองอุทัยธานี (เก่า)
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบความเคลื่อนไหวของข้าศึกว่า พม่าที่เมืองกำแพงเพชร ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านโนนศาลาค่ายหนึ่ง บ้านถลกบาตรค่ายหนึ่ง บ้านหลวงค่ายหนึ่ง  แล้วแยกกำลังลงไปทางเมืองอุทัยธานีกองหนึ่ง  ทรงเกรงว่าข้าศึกจะไปซุ่มดักทาง คอยตีกองลำเลียงข้างใต้เมืองนครสวรรค์ลงมา  จึงโปรดให้แบ่งกำลังพลในกองทัพหลวง จำนวน 1,000 คน  ให้เจ้าอนิรุทธเทวาบัญชาการทั่วไป  แล้วแยกออกเป็นกองน้อยสามกอง  กองที่หนึ่งให้ขุนอินทรเดช  กองที่สองให้หลวงปลัด กับหลวงสรวิชิต นายด่านเมืองอุทัยธานีบังคับ  กองที่สามให้เจ้าเชษฐกุมารบังคับ ยกกำลังลงมาคอยป้องกันการลำเลียงเสบียงอาหาร  และเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ซึ่งส่งขึ้นไปจากทางใต้  แล้วแบ่งคนกองอาจารย์ ลงมาช่วยที่เมืองนครสวรรค์  กับให้ลงไปตั้งอยู่ที่บ้านคุ้งสำเภา แขวงเมืองชัยนาทอีกกองหนึ่ง  ทางใต้เมืองพิษณุโลก ก็ให้ถอนกองทัพพระยาโหราธิบดี  หลวงรักษ์มณเฑียรจากบ้านท่าโรง  ลงมาตั้งค่ายที่โคกสลุตในแขวงเมืองพิจิตร  ให้พระยานครชัยศรีลงมาตั้งที่โพธิประทับช้าง  คอยป้องกันการลำเลียงที่จะขึ้นไปตามลำน้ำแขวงเมืองพิจิตร
ครั้นถึงวันอาทิตย์ แรม 13 ค่ำ เดือน 3  มีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์  ลงมาเฝ้าที่ท่าโรง ทรงพระราชดำริจะเปลี่ยนวิธีการรบ  คิดรักษาแต่ชัยภูมิที่สำคัญไว้ให้มั่น  แล้วดำเนินการตัดเสบียงข้าศึกให้อดอยาก แล้วจึงเข้าตีซ้ำเติม  ให้เจ้าพระยาทั้งสองรักษาเมืองพิษณุโลกไว้  ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้เห็นได้ท่วงที ด้วยไทยถอนกำลังลงมาข้างใต้เสียมาก  จึงคิดเปลี่ยนวิธีการรบ โดยคิดรวบรวมกำลังลงมาโจมตีกองทัพกรุงธนบุรีให้แตก  หรือให้ต้องทิ้งเมืองพิษณุโลก  พม่าได้ยกมาตั้งค่ายประชิดค่ายพระยาธรรมา และพระยานครสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านแขก  แล้วกรุยทางจะตั้งค่ายโอบต่อลงมา  พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จตรวจแนวรบ ตั้งแต่ค่ายบ้านท่าโรงไปจนถึงบ้านแขก  มีรับสั่งให้กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย กับกองจมื่นทิพเสนา  ยกไปช่วยสมทบพระยานครสวรรค์รักษาค่าย  มีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรีอยู่รักษาค่ายหลวง  ส่วนพระองค์เสด็จยกกำลังทางเรือลงมาจากท่าโรง  ลงมาช่วยรักษาค่ายปากพิง ที่ถูกพม่ายกกำลังเข้าปล้นค่าย  ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี เมื่อเห็นว่าพม่าไม่ได้ยกกำลังมาตีค่ายหลวง  จึงให้พระยาเทพอรชุน กับพระพิชิตณรงค์อยู่รักษาการ  แล้วกลับขึ้นไปเมืองพิษณุโลก
ในห้วงเวลาตั้งแต่วันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 4   ถึงวันพฤหัสบดี แรม 10 ค่ำ เดือน 4   เป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือน  ได้มีการต่อสู้ติดพันกันกับข้าศึกตลอดแนวรบ  จากบ้านแขก ท่าโรง ปากพิง  โดยเฉพาะที่ปากพิงที่ค่ายคลองกระพวง  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงจัดกำลังลงไปช่วย  ให้พระยาสุโขทัยยกหนุนไปตั้งค่ายชักปีกกาถึงกัน  และขุดสนามเพลาะให้ติดต่อกับค่ายที่พม่าตี  ให้พวกอาจารย์เก่าใหม่และให้หลวงดำเกิงรณภพ คุมกองเกณฑ์หัดไปสมทบพระยาสุโขทัย  ให้กองหลวงรักษโยธา  หลวงภักดีสงคราม ยกกำลังไปตั้งค่ายประชิดพม่าข้างปากคลองกระพวง  ให้หลวงเสนาภักดีคุมพลกองแก้วจินดา ยกไปกระหนาบหลังข้าศึกอีกด้านหนึ่ง  กองทัพพระยาสุโขทัย กองหลวงรักษโยธา กองหลวงเสนาภักดี  ยกเข้าตีค่ายพม่าที่คลองกระพวงพร้อมกัน  ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถไม่แพ้ชนะกัน  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้มีรับสั่งให้กองทัพเจ้าพระยาอินทรอภัย ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าโรง  และกองมอญพระยากลางเมือง ยกลงมาช่วยรบพม่าที่ปากพิงอีกสองกอง  ให้ตั้งค่ายชักปีกกาออกไปจากค่ายใหญ่อีก เป็นระยะทาง 22  เส้น  พม่ายกกำลังเข้าตีค่ายไทยแต่ไม่สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งประจัญหน้ากันอยู่  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้ พระยายมราชลงมาจากค่ายวัดจันทร์  โปรดให้ถืออาญาสิทธิ์ บังคับกองทัพไทยที่ตั้งรบกับข้าศึกที่คลองกระพวงทั้งหมด
อะแซหวุ่นกี้ ให้กะละโบ่คุมกำลังมาตีค่ายไทยที่ตั้งอยู่เหนือปากพิง  ให้มังแยยางูน้องชาย คุมกำลังข้ามฟาก มาโอบหลังกองทัพหลวงที่ปากพิง ทางด้านตะวันออก  ตั้งค่ายรายประชิดกองทัพหลวงหลายค่าย  สู้รบกันอยู่หลายวัน  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชดำริเห็นว่า ข้าศึกมีกำลังมากนัก  จะตั้งสู้รบอยู่ที่ปากพิงต่อไปจะเสียที  ครั้นถึงวันพฤหัสบดี แรม 10 ค่ำ เดือน 4  จึงให้ถอยทัพหลวงจากปากพิง มาตั้งมั่นอยู่ที่บางข้าวตอก  แขวงเมืองพิจิตร  กองทัพที่ตั้งรักษาตามระยะต่าง ๆ ก็ถอยตามทัพหลวงลงมาโดยสำดับหมดทุกกอง

กระบวนศึกตอนที่ 4
ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี กับ เจ้าพระยาสุรสีห์  เห็นว่าจะรักษาเมืองพิษณุโลกต่อไปไม่ได้  เพราะขัดสนเสบียงอาหาร  ถ้าอยู่ช้าไปจะเสียทีแก่พม่า จึงตกลงให้เตรียมการทิ้งเมืองพิษณุโลก  ให้ทหารที่ออกไปตั้งค่ายประชิดพม่า ถอยกลับเข้าเมือง  ครั้นทราบว่ากองทัพหลวงล่าถอยไปแล้ว จึงให้เจ้าหน้าที่ระดมยิงปืนใหญ่น้อย  หนาแน่นกว่าทุกวัน  ตั้งแต่เช้าถึงค่ำของวันศุกร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 4  แล้วให้เอาปี่พาทย์ขึ้นไปประโคมตามป้อม  ลวงข้าศึกว่าจะเตรียมต่อสู้ในเมืองให้นานวัน  แล้วให้จัดกระบวนทัพเป็นสามกอง  กองหน้าเลือกพลรบที่มีกำลังแข็งแรง  สำหรับตีฝ่าข้าศึก  กองกลางคุมครอบครัวราษฎรที่ฉกรรจ์ แม้ผู้หญิงก็ให้มีเครื่องศัตราวุธ สำหรับต่อสู้ทุกคน  กองหลังไว้ป้องกันท้ายกระบวน

            ครั้นเวลาค่ำ 21 นาฬิกา  ให้เปิดประตูเมือง ยกกำลังออกตีค่ายพม่าทางด้านตะวันออก  ตีหักออกไปได้แล้วรีบเดินกองทัพไปทางบ้านมุงดอนชมพู  ยกกำลังข้ามเขาบรรทัดไปตั้งรวบรวมรี้พลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์  พม่าล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่ 4 เดือน จึงได้เมือง
อะแซหวุ่นกี้ก็ยกกำลังเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองพิษณุโลก  และได้ออกประกาศแก่บรรดานายทัพนายกองทั้งปวงว่า  ไทยเดี๋ยวนี้ฝีมือเข้มแข็งนัก  ไม่เหมือนไทยแต่ก่อน  การที่เมืองพิษณุโลกเสียครั้งนี้  จะเสียเพราะฝีมือแกล้วทหารแพ้เรานั้นหามิได้  เขาเหตุอดข้าวขาดเสบียงจึงเสียเมือง และการที่จะมารบเมืองไทยสืบไปภายหน้านั้น แม่ทัพที่มีสติปัญญาแลฝีมือ เพียงเสมอเราและต่ำกว่า  อย่ามาทำสงครามตีเมืองไทยเลย  จะเอาชนะเขามิได้ แม้นดีกว่าเรา จึงจะมาทำศึกกับไทยได้ชัยชนะ
เมื่ออะแซหวุ่นกี้ได้เมืองพิษณุโลกแล้ว  เห็นว่าเสบียงอาหารอัตคัดมาก จึงจัดกำลังสองกอง  ให้มังแยยางูคุมมาทางเมืองเพชรบูรณ์ทัพหนึ่ง  ให้ไปรวบรวมเอาเสบียงอาหารที่เมืองเพชรบูรณ์ และเมืองหล่มศักดิ์ส่งไป  ให้กะละโบ่คุมกำลังอีกกองหนึ่ง ยกมาทางเมืองกำแพงเพชร เพื่อแสวงหาเสบียงอาหารเช่นเดียวกัน  เมื่อกำลังทั้งสองกองยกไปแล้ว อะแซหวุ่นกี้ได้รับท้องตราว่า  พระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์ จิงกูจาราชบุตรได้รับราชสมบัติ มีรับสั่งให้กองทัพกลับไปเมืองอังวะโดยเร็ว  อะแซหวุ่นกี้จึงยกกองทัพกลับไปทางเมืองสุโขทัย  เมืองตาก ไปออกทางด่านแม่ละเมา  และสั่งให้กองทัพกะละโบ่ คอยกลับไปพร้อมกับมังแยยางู
พระเจ้ากรุงธนบุรี  เมื่อทราบข่าวว่า  อะแซหวุ่นกี้ได้เมืองพิษณุโลกแล้วเลิกทัพกลับไป  ก็ทรงโทมนัสพระทัยยิ่งนัก  คงเป็นเพราะหวังพระทัยว่า  เมื่อทัพพม่าสิ้นเสบียงหมดกำลัง  ก็เหมือนอยู่ในเงื้อมมือไทย  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ให้กองทัพติดตามตีข้าศึกเป็นหลายกอง  ให้พระยาพิชัย กับพระยาพิชัยสงครามยกไปกองหนึ่ง  ให้พระยาทุกขราษฎรเมืองพิษณุโลก หลวงรักษโยธา  หลวงอัคเนศรเป็นกองหน้า พระยาสุรบดินทรเป็นกองหลวงยกไปกองหนึ่ง  ให้พระยาเทพอรชุน  พระยารัตนพิมล  พระยานครชัยศรี ยกไปกองหนึ่ง  ให้พระยาธิเบศรบดีคุมพลอาสาจาม  ยกไปกองหนึ่ง ทั้ง 4 กองนี้  ให้ไปตามตีกองทัพอะแซหวุ่นกี้  ที่กลับไปทางเมืองตาก  แล้วให้พระยาพลเทพ  จมื่นเสมอใจราษฎร์  หลวงเนาวโชติ  ยกไปกองหนึ่ง  พระยาราชภักดี  ยกไปกองหนึ่ง  ไปตามกองทัพมังแยยางู  ซึ่งยกไปทางเพชรบูรณ์  ให้พระยานครสวรรค์กับพระยาสวรรคโลก  ยกไปตามกองทัพกาละโบ่  ซึ่งยกไปทางเมืองกำแพงเพชร  ส่วนกองทัพหลวงอยู่รอรับครอบครัวราษฎร ที่หนีออกมาจากเมืองพิษณุโลก อยู่ 11 วัน  แล้วมีรับสั่งให้พระยายมราช มารักษาค่ายที่บางข้าวตอก  คอยรวบรวมครอบครัวราษฎรต่อไป  ครั้นถึงวันพฤหัสบดี แรม 14 ค่ำ เดือนหก ปีวอก พ.ศ. 2319  ก็เสด็จยกทัพหลวงมาประทับอยู่ที่ค่ายบางแขม  แขวงเมืองนครสวรรค์

            กองทัพไทยที่ยกติดตามกองทัพมังแยยางูไปที่บ้านนายม  ใต้เมืองเพชรบูรณ์ก็เข้าโจมตี  ฝ่ายข้าศึกหนีขึ้นไปทางเหนือ  เข้าไปในแดนล้านช้าง  แล้วกลับพม่าทางเมืองเชียงแสน  กองทัพเจ้าพระยาจักรี  เจ้าพระยาสุรสีห์  เมื่อทราบว่าพม่าเลิกทัพกลับไป  ก็ยกกำลังจากเพชรบูรณ์ไปทางป่าพระพุทธบาท  ผ่านแขวงลพบุรี  ขึ้นไปตามตีพม่า  พระเจ้ากรุงธนบุรีประทับอยู่ที่ค่ายหลวงตำบลบางแขม  ครั้นถึงเดือน 7 ปีวอก พ.ศ. 2319  ทรงทราบว่ามีพม่าตั้งอยู่ที่กำแพงเพชร  ประมาณ 2,000 คน  จึงมีรับสั่งให้กองทัพพระยายมราช  เดินบกไปทางฝั่งแม่น้ำด้านทิศตะวันตกกองหนึ่ง  ให้กองทัพพระยาราชสุภาวดี  ยกขึ้นไปทางฟากตะวันออกกองหนึ่ง ให้พระยานครสวรรค์  ซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ บ้านโคน ใต้เมืองกำแพงเพชร  ยกกำลังขึ้นไปสมทบกัน  ตีทัพพม่าที่เมืองกำแพงเพชร ส่วนพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตั้งอยู่ที่ปากคลองขลุง  ฝ่ายพม่าได้ยกหนีขึ้นไปทางเหนือ  พระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จกลับคืนพระนคร  เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7  กองทัพไทยไล่ตามตี กำลังพม่าที่ยังตกค้างอยู่ในไทยจนถึงเดือน 10 ปีวอก  จึงขับไล่พม่าออกไปจากบ้านเดิมบางนางบวช  แขวงเมืองสุพรรณบุรีต่อกับเมืองนครสวรรค์  หนีออกไปทางด่านเจดีย์สามองค์  สงครามครั้งนี้ได้รบกันตั้งแต่เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2318  ถึงเดือน 10 ปีวอก พ.ศ. 2319 เป็นเวลา 10 เดือน

พม่าตีเมืองเชียงใหม่

            ทางพม่า เมื่อพระเจ้าจิงกูจาขึ้นครองราชย์แล้ว เห็นว่าแคว้นลานนาไทย 57 หัวเมือง  มีเมืองเชียงใหม่เป็นต้น  ยังถือว่าเป็นเมืองขึ้นสำคัญของพม่า  พม่าได้อาศัยแว่นแคว้นลานนาไทย จึงสามารถเอาเมืองหลวงพระบาง และเมืองเวียงจันทน์มาอยู่ในอำนาจได้  พระเจ้าจิงกูจาเห็นว่า ไทยชิงเอาหัวเมืองในแว่นแคว้นลานนามาเกือบหมด  ยังเหลือเป็นของพม่าอยู่แต่หัวเมืองในลุ่มน้ำโขง คือหัวเมืองเชียงราย และเมืองเชียงแสนเป็นต้น  พระเจ้าจิงกูจาจึงให้เกณฑ์กองทัพพม่ามอญ มีกำลังพล 6,000 คน  ให้อำมลอกหวุ่นเป็นแม่ทัพ ให้ต่อหวุ่น กับพระยาอู่มอญเป็นปลัดทัพ  ยกมาตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีวอก พ.ศ. 2319  ให้มาสมทบกับ กองทัพโปมะยุง่วนซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน  พร้อมกับลงมาตีเมืองเชียงใหม่
พระยาจ่าบ้าน ผู้ครองเมืองเชียงใหม่  และได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระยาวชิรปราการ  เห็นกองทัพพม่ายกมามีมาก เหลือกำลังที่จะต่อสู้ได้  ดังนั้น เมื่อได้มีใบบอกมายังกรุงธนบุรีแล้ว  ก็อพยพครอบครัวทิ้งเมืองเชียงใหม่ หนีลงมาเมืองสวรรคโลก  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้มีตราสั่งเจ้าพระยาสุรสีห์  ให้คุมกองทัพหัวเมืองเหนือ ขึ้นไปสมทบกับพระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปาง  ยกไปตีเอาเมืองเชียงใหม่คืน  เมื่อได้เมืองเชียงใหม่คืนแล้ว  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชดำริว่า  เมืองเชียงใหม่นั้นผู้คนมีไม่พอที่จะรักษาเมืองได้ เมื่อกองทัพไทยยกกลับลงมาแล้ว  พม่ายกทัพกลับมา ก็จะเสียเมืองเชียงใหม่อีก  จึงมีรับสั่งให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่เสีย  เมืองเชียงใหม่จึงถูกทิ้งร้างไปเป็นเวลา 15 ปี  จนในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้กลับตั้งขึ้นอีก
สงครามครั้งนี้นับเป็นสงครามครั้งที่ 10  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยรบกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี  ต่อมาไทยกับพม่าได้ว่างเว้นสงครามต่อกัน ถึง 8 ปี


การปราบปรามหัวเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

            ในระหว่างที่พระเจ้ากรุงธนบุรี ติดรบพุ่งอยู่กับอะแซหวุ่นกี้นั้น  พระยาเจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา  เกิดวิวาทกับพระยานครราชสีมา  แล้วเอาเมืองนางรองไปขอขึ้นกับเจ้าโอ  เจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์  ซึ่งตั้งตัวเป็นอิสระอยู่ในสมัยนั้น  พระยานครราชสีมาจึงบอกเข้ามายังกรุงธนบุรีว่า พระยานางรองเป็นกบฎ  เมื่อเดือน 4 ปีวอก  พ.ศ. 2319
พระเจ้ากรุงธนบุรี  จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรี  ยกกำลังไปปราบเมืองนางรอง  เจ้าพระยาจักรีขึ้นไปถึงเมืองนครราชสีมา  ให้กองทัพหน้ายกออกไปตีเมืองนางรอง  จับตัวพระยานางรองได้  พิจารณาความเป็นสัตย์ ก็ให้ประหารชีวิตเสีย  เมื่อปราบปรามเมืองนางรองเสร็จแล้ว  เจ้าพระยาจักรีได้ทราบความว่า  เจ้าโอกับเจ้าอินทร์อุปราชเมืองจำปาศักดิ์  เตรียมกองทัพมีกำลังพล 10,000 คนเศษ  จะยกมาตีเมืองนครราชสีมา  จึงบอกความเข้ามายังกรุงธนบุรี  เมื่อต้นปีระกา พ.ศ. 2320  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์  ยกกองทัพหนุนขึ้นไป  แล้วให้เจ้าพระยาทั้งสองไปปราบปรามเมืองนครจำปาศักดิ์เสียด้วย  เจ้าโอกับเจ้าอินทร์สู้ไม่ได้ก็หนีลงไปทางใต้  กองทัพไทยตามไปจับได้ที่เมืองโขง (เมืองสีทันดรในปัจจุบัน) คนหนึ่ง ที่เมืองอัตปือ  อีกคนหนึ่ง  จึงได้เมืองโขลงและเมืองอัตปือมาเป็นของไทยในครั้งนั้น
เมื่อเจ้าพระยาทั้งสองได้เมืองนครจำปาศักดิ์แล้ว  จึงให้ไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองเขมรป่าดง  ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองนครจำปาศักดิ์ กับเมืองนครราชสีมาทางตอนใต้  ได้แก่  เมืองสุรินทร์  เมืองสังขะ และเมืองขุขัน  ทั้งสามเมืองได้พากันมาอ่อนน้อม  ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของไทยตั้งแต่นั้นมา  เมื่อเสร็จราชการกองทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรี  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปูนบำเหน็จแก่แม่ทัพนายกองที่มีความชอบ  เลื่อนยศเจ้าพระยาจักรีขึ้นเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก  มีเครื่องยศอย่างเจ้ากรม  และคงตำแหน่งเป็นสมุหนายกอย่างเดิม


ตีกรุงศรีสัตนาคนหุต

            ในปีจอ พ.ศ. 2321  พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์  เกิดวิวาทรบพุ่งกับเจ้าเวียงจันทน์
พระวอสู้ไม่ได้จึงหนีมาอาศัยอยู่กับเจ้านครจำปาศักดิ์  แล้วพาสมัคพรรคพวกมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ดอนมดแดงริมแม่น้ำมูล  เหนือเมืองนครจำปาศักดิ์  อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน  เมื่อไทยไปตีเมืองจำปาศักดิ์  พระวอได้มาอ่อนน้อมขอขึ้นต่อกรุงธนบุรี  ครั้งกองทัพไทยยกทัพมาแล้ว  เจ้าเวียงจันทน์ให้พระยาสุโพ  ยกกำลังลงมาตีเมืองดอนมดแดง  แล้วจับพระวอฆ่าเสีย  พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบก็ทรงขัดเคือง  จึงมีรับสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์  ยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์  เมื่อเดือนอ้าย ปีจอ พ.ศ. 2321
กองทัพไทยยกออกจากกรุงธนบุรี  ขึ้นไปตั้งประชุมพลที่เมืองนครราชสีมา  รวบรวมกำลังพลได้ 20,000 คน  สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกไปทางหนึ่ง  ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ลงไปเกณฑ์กองทัพเรือที่กรุงกัมพูชา มีกำลังพล 10,000 คน  ยกไปทางแม่น้ำโขงอีกทางหนึ่ง  โดยขุดคลองอ้อมลีผี  มาถึงนครจำปาศักดิ์แล้วเข้าตีเมืองนครพนม และเมืองหนองคาย  ส่วนกำลังทางบกก็เข้าตีหัวเมืองรายทางที่ขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต  ไปตามลำดับ  แล้วบรรจบกำลังกันที่เมืองเวียงจันทน์

            ครั้งนั้น เจ้าหลวงพระบางได้ทราบว่าไทยยกกำลังทางบกทางเรือ ขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์  พิจารณาแล้วเห็นว่า  ถ้านิ่งเฉยอยู่  ถ้าไทยได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว คงจะเลยไปตีเมืองหลวงพระบางด้วย  และด้วยเหตุอีกประการหนึ่งคือ เจ้าหลวงพระบางนั้นเป็นอริกับเจ้าเวียงจันทน์มาแต่ก่อน  ดังนั้นจึงได้แต่งทูตมาหาสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  รับอาสาจะให้กองทัพหลวงพระบาง ลงมาตีเมืองเวียงจันทน์ด้านเหนือ  และจะขอเอากรุงธนบุรีเป็นที่พึ่งต่อไป  สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก จึงให้กองกำลังของพระยาเพชรบูรณ์กำกับทัพเมืองหลวงพระบาง  เข้าตีทางด้านเหนือของเมืองเวียงจันทน์
ฝ่ายเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต  ตั้งแต่ทราบว่ากองทัพไทยยกขึ้นไปก็เตรียมต่อสู้  โดยได้แต่งกองทัพ ให้มาคอยยับยั้งกองทัพไทย ตามหัวเมืองและตามด่านที่สำคัญหลายแห่ง  แต่ก็พ่ายแก่ไทยแตกหนีไปตามลำดับ  จนกองทัพกรุงธนบุรีขึ้นไปถึงเมืองเวียงจันทน์  แล้วเข้าล้อมเมืองไว้  ได้รบพุ่งกันอยู่ถึง 4 เดือน  เห็นเหลือกำลังจะรักษาเมืองเวียงจันทน์ไว้ได้  จึงพาเจ้าอินท์เจ้าพรหมราชบุตร และคนสนิทหนีไปเมืองคำเกิด ทางต่อแดนญวน  กองทัพไทยก็เข้าเมืองเวียงจันทน์ได้  จับได้เจ้าอุปราช  เจ้านันทเสน และญาติวงศ์เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต กับทั้งผู้คนพาหนะเครื่องศัตราวุธ และทรัพย์สิ่งของทั้งปวงเป็นอันมาก
ฝ่ายชนะศึกครั้งนี้ได้เมืองหลวงพระบาง  เมืองเวียงจันทน์กับหัวเมืองทั้งปวง มาเป็นข้าขอบขัณฑสีมา  ขยายพระราชอาณาเขตทางด้านทิศตะวันออก  และด้านทิศเหนือออกไปจนจดเขตแดนญวน และเขตแดนเมืองตังเกี๋ย  และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  ยกกองทัพกลับมากรุงธนบุรี  ก็ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร  แก้วมรกตกับพระบาง  จากเมืองเวียงจันทน์มายังกรุงธนบุรีด้วย

ตีกรุงกัมพูชา

            ในปีชวด พ.ศ. 2323  กรุงกัมพูชาเกิดเป็นจลาจล  เนื่องด้วยเดิมนักองตนกับองค์นนท์  ชิงราชสมบัติกัน  ต่อมาปรองดองกันได้  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงตั้งนักองนนท์  เป็นสมเด็จพระรามราชาครองกรุงกัมพชา  ให้นักองตนเป็นมหาอุปโยราช  และให้นักองธรรมเป็นมหาอุปราช  ต่อมามหาอุปราชถูกลอบฆ่าตาย และมหาอุปโยราช ก็เป็นโรคปัจจุบัน สิ้นชีพลงอีกองค์หนึ่ง  บรรดาขุนนางเขมรที่เป็นพวกของมหาอุปโยราช พากันเข้าใจว่า  สมเด็จพระรามราชาเป็นผู้ฆ่าทั้งสององค์นั้น  จึงคบคิดกันเป็นกบฎ  จับสมเด็จพระรามราชาถ่วงน้ำเสีย  กรุงกัมพูชาก็สิ้นเจ้านายที่จะปกครอง  คงเหลือแต่นักองเองบุตรของนักองตนที่เป็นมหาอุปโยราชยังเล็ก อายุได้ 4 ขวบ  ฟ้าทะละหะชื่อมู  จึงว่าราชการกรุงกัมพูชาแทนนักองเองต่อมา  ในตอนแรก็ยอมขึ้นอยู่กับไทยเหมือนก่อน ครั้งต่อมา ฟ้าทะละหะตั้งตัวเป็นเจ้ามหาอุปราช  แล้วฝักฝ่ายกับญวน  ประสงค์จะเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาเสียเอง
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชดำริว่า  จะปล่อยกรุงกัมพูชาไว้ไม่ได้  จึงมีรับสั่งให้เเกณฑ์กองทัพมีกำลังพล 10,000 คน  ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  ถืออาญาสิทธิเป็นแม่ทัพใหญ่  เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพหน้า  เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เป็นกองหนุน พระยากำแหงสงคราม  พระยานครราชสีมา  เป็นเกียกกาย  พระยานครสวรรค์เป็นยกกระบัตร กรมขุนรามภูเบศรเป็นกองหลัง พระยาธรรมาเป็นกองลำเลียง  ยกกำลังไปตีกรุงกัมพูชา  และมีรับสั่งว่า  เมื่อตีกรุงกัมพูชาได้แล้ว  ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  อภิเษกเจ้าฟ้ากรมขุมอินทรพิทักษ์  ให้ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
การเดินทัพไปครั้งนี้  สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  นำกำลังไปตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ  ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ยกกำลังไปทางทะเลสาบ  ด้านตะวันตกไปตีเมืองบันทายเพชร  อันเป็นราชธานีกรุงกัมพูชา  ให้กองทัพเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์  กองทัพพระยากำแหงสงครามยกหนุนไปด้วย  ให้กองทัพกรมขุนรามภูเบศร์     กองทัพพระยาธรรมายกไปทางริมทะเลสาบฟากตะวันออก  ไปตั้งอยู่ที่เมืองกำปงสวาย
ฝ่ายฟ้าทะละหะ  รู้ว่ากองทัพไทยยกลงไป เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้  จึงทิ้งเมืองบันทายเพชร  อพยพครอบครัวไปอยู่เมืองพนมเปญ  แล้วไปขอกองทัพญวนที่เมืองไซ่ง่อน  ญวนได้ยกทัพเรือมาที่เมืองพนมเปญ  กองทัพเจ้าพระยาสุรสีห์ยกตามลงไป  ทราบว่ากองทัพญวนมาตั้งอยู่ที่เมืองพนมเปญ  จึงบอกมายังสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก  แล้วตั้งค่ายคอยคำสั่งแม่ทัพใหญ่อยู่  ยังไม่ได้รบกับญวน  ส่วนเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์  ก็ยกกำลังไปตั้งอยู่ที่เมืองบันทายเพชร
การสงครามด้านเขมรได้หยุดอยู่เพียงนี้  ด้วยทางกรุงธนบุรีเกิดเป็นจลาจล  สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ต้องเลิกทัพกลับมาปราบยุคเข็ญ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้อิสรภาพของไทยจากข้าศึกที่มาย่ำยีไทยอย่างยับเยินที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ได้ระยะเวลาอันรวดเร็ว  นับเป็นพระอัจฉริยภาพอันสูงส่ง  ทรงรวบรวมไทยให้กลับเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ขยายขอบขัณฑสีมาออกไปทั่วทุกทิศเป็นที่คร้ามเกรงของบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับไทย  เป็นรากฐานให้ไทยดำรงความยิ่งใหญ่ในแหลมทอง  ตราบเท่าทุกวันนี้

พระราชปรารภของพระเจ้ากรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ ปฏิบัติ ให้พอสม
เจริญสมถะ วิปัสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
ศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน

โดย...จิรภัทร วรรัตน์


Copyright © Royjaithai 2009 All rights reserved
 Power By : Thaibangkokhost.com Thaibangkokhost.com